เมื่อเครื่องเทศ เส้นทางการค้า และวิวริมแม่น้ำ กลายเป็นแรงบันดาลใจของมื้ออาหาร

กรุงเทพฯ ไม่ได้เติบโตจากถนน แต่เติบโตจากสายน้ำ
ก่อนที่คำว่า Riverside Dining จะกลายเป็นเทรนด์ แม่น้ำเจ้าพระยาเคยเป็นเส้นทางที่ผู้คน เครื่องเทศ และวัตถุดิบจากหลากหลายวัฒนธรรมเดินทางเข้ามาพร้อมกัน เมืองแห่งนี้จึงไม่ได้มีแค่เรื่องราวของการค้า แต่ยังสะสมรสนิยมด้านอาหารเอาไว้ด้วย Siam Yacht Club หยิบเรื่องนั้นกลับมาเล่าอีกครั้ง ผ่านเมนูใหม่ที่ไม่ได้ยืมเพียงรสชาติจากเอเชีย แต่ตีความประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ ใหม่ด้วยเทคนิคการปรุงอาหารแบบยุโรป

Sineha Bangkok จึงไม่ได้มองมื้อนี้เป็นเพียงการรีวิวเมนูใหม่ แต่เหมือนกำลังอ่านอีกหนึ่งบทของเมือง ผ่านอาหารที่เชฟตั้งใจให้ทุกจานเชื่อมโยงกับเส้นทางของสายน้ำ
Siam Yacht Club ตั้งอยู่ภายในโรงแรม Royal Orchid Sheraton Riverside Bangkok ร้านยังคงโดดเด่นด้วยวิวโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาและบรรยากาศที่ได้แรงบันดาลใจจากการเดินเรือในยุคที่กรุงเทพฯ เป็นเมืองท่านานาชาติ รายละเอียดของการตกแต่งชวนให้นึกถึงเรือยอชต์คลาสสิก แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เหมาะทั้งสำหรับดินเนอร์และการนั่งใช้เวลายาว ๆ ริมแม่น้ำ

แนวคิดของอาหารก็เดินไปในทิศทางเดียวกัน วัตถุดิบและเครื่องเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเดินทางเข้าสู่กรุงเทพฯ ผ่านการค้าทางน้ำ ถูกนำมาตีความใหม่เป็นอาหารเอเชียร่วมสมัยที่เข้าถึงง่าย แต่ยังซ่อนรายละเอียดของเทคนิคการปรุงไว้ในทุกจานโดยเชฟนุ ณัฐชยพงศ์ หอมสมบุตรโชติ

จานแรกที่เรียกความสนใจได้ดีคือ Crab Cannelloni ราคา 468 บาท เมนูที่หลายคนคุ้นเคยถูกนำกลับมาในเวอร์ชันใหม่ เนื้อปูม้าม้วนแน่น เสิร์ฟพร้อมไข่ปลาอิคุระ ยูซุ ตะไคร้ และมายองเนสอโดโบชิโปตเล่ ความสดชื่นของยูซุช่วยตัดความครีมมี่ได้อย่างลงตัว ขณะที่ตะไคร้เติมกลิ่นอายแบบเอเชียโดยไม่กลบรสหวานของเนื้อปู


ถัดมาคือ Grilled Octopus ราคา 488 บาท หนวดปลาหมึกยักษ์ที่ผ่านการย่างจนได้สัมผัสเด้งกำลังดี ปรุงกับสมุนไพรไทยและไวน์ขาว ก่อนเพิ่มมิติด้วยชิมิชูรีรมควัน แผ่นแป้งหญ้าฝรั่น และโฟมพาร์เมซาน ความน่าสนใจอยู่ตรงการผสมเทคนิคยุโรปเข้ากับกลิ่นสมุนไพรไทย ทำให้จานนี้มีทั้งความหอมของควันไฟ ความสดชื่นของสมุนไพร และความนุ่มนวลของชีสในคำเดียว

Charcoal-Grilled Beef & Prawns Kushiyaki ราคา 698 บาท วากิวส่วนไหล่และกุ้งย่างถ่านเสิร์ฟพร้อมซอสยากินิกรสหวานเปรี้ยว พริกชิชิโตะ และเห็ด กลิ่นถ่านช่วยดึงรสหวานของเนื้อและกุ้งออกมาได้อย่างชัดเจน ซอสยากินิกุทำหน้าที่เชื่อมทุกองค์ประกอบเข้าด้วยกัน เป็นจานที่เรียบง่าย แต่มีรายละเอียดซ่อนอยู่มากกว่าที่เห็น

หนึ่งในเมนูที่ Sineha Bangkok ประทับใจที่สุดคือ Tiger Prawns ราคา 1,098 บาท กุ้งลายเสือตัวใหญ่เนื้อแน่น เคลือบบัตเตอร์บาร์บีคิวต้มยำจนหอมตั้งแต่ยกมาเสิร์ฟ สิ่งที่เชฟทำได้ดีคือการหยิบรสชาติที่คนไทยคุ้นเคยอย่างต้มยำ มาปรับให้นุ่มนวลและร่วมสมัยขึ้น ไม่จัดจ้านจนกลบรสหวานธรรมชาติของกุ้ง เสิร์ฟคู่หัวไชเท้าดองรสเปรี้ยวหวานและซอสกุ้งเข้มข้นที่ช่วยเติมความลึกของรสชาติ

Black Cod Confit ราคา 1,298 บาท เทคนิค Confit ถูกนำมาใช้จนได้เนื้อปลาหิมะที่นุ่มและฉ่ำเป็นพิเศษ เสิร์ฟพร้อมข้าวญี่ปุ่นอบ ซอสครีมขิงซีอิ๊ว เห็ดชิตาเกะ และถั่วแระ จานนี้ให้ความรู้สึกอบอุ่น กินง่าย แต่เต็มไปด้วยรายละเอียด แม้แต่ข้าวก็หอมและอร่อยจนกลายเป็นองค์ประกอบที่โดดเด่นไม่แพ้ตัวปลา

สายพาสต้าน่าจะตกหลุมรัก Alaskan King Crab Linguine ราคา 998 บาท เส้นลิงกวินีคลุกกับซอสไวน์ขาวผักชีลาว เติมความสดชื่นด้วยมะเขือเทศสด เคเปอร์ โหระพา แอนโชวี พริกเอสเปอเล็ตต์ และไข่ปลาอิคุระ เนื้อปูอลาสกันให้มาแบบเต็มคำ เส้นสุกกำลังดี และซอสไม่หนักจนเกินไป
ถ้ามากันหลายคน Meat Sharing Platter for Two ราคา 2,998 บาท เป็นเมนูที่ตอบโจทย์ที่สุด เพราะรวมทั้ง Australian Wagyu Tenderloin, Striploin และซี่โครงแกะไว้ในจานเดียว เสิร์ฟพร้อมผักโขมครีม มันบด และซอสให้เลือกตามสไตล์ที่ชอบ เป็นจานที่สะท้อนแนวคิดของการแบ่งปันอาหารบนโต๊ะได้อย่างชัดเจน

เครื่องเคียงอย่าง Truffle Mashed Potatoes ราคา 168 บาท และ Roasted Asparagus ราคา 128 บาท แม้จะเป็นจานเล็ก แต่ช่วยเติมเต็มมื้ออาหารได้ดี มันบดเนื้อเนียนหอมกลิ่นทรัฟเฟิล ส่วนหน่อไม้ฝรั่งอบกับชีสและบัลซามิกบ่มให้รสเค็ม มัน และเปรี้ยวหวานในสัดส่วนที่พอดี

สิ่งที่ทำให้ Sineha Bangkok รู้สึกว่า Siam Yacht Club แตกต่างจากร้านอาหารริมแม่น้ำหลายแห่ง คือร้านไม่ได้ปล่อยให้วิวทำหน้าที่เพียงลำพัง แต่เลือกสร้างเรื่องราวผ่านอาหารแทน ทุกเมนูมีที่มาของวัตถุดิบ มีแรงบันดาลใจจากเส้นทางการค้า และมีการตีความใหม่ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนเมืองในวันนี้
ในยุคที่ผู้คนเลือกจุดหมายปลายทางจากประสบการณ์มากกว่าชื่อร้าน อาหารจึงกลายเป็นภาษาที่ทรงพลังกว่าการตกแต่ง และเมื่อเรื่องราวของกรุงเทพฯ ถูกเสิร์ฟมาพร้อมกับวิวโค้งแม่น้ำเจ้าพระยา มื้ออาหารนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงดินเนอร์ แต่เป็นการเดินทางผ่านอดีตของเมือง ที่ยังคงมีรสชาติร่วมสมัยอยู่ในทุกคำ
