3 ร้านดังจากภูเก็ต ยกเสน่ห์อาหารใต้และวัฒนธรรมบาร์มาเสิร์ฟถึงสุขุมวิท 22

อาหารใต้ที่ดี ไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นด้วยคำว่า “เผ็ด” เสมอไป
สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือความซับซ้อนของรสชาติ ทั้งเครื่องเทศ ความเค็ม ความเปรี้ยว กลิ่นสมุนไพร ไปจนถึงรสอูมามิที่ค่อย ๆ ทำงานอยู่ในจาน และนี่คือสิ่งที่สัมผัสได้จาก Carito’s x Phuket Takeover ที่ผ่านมา เมื่อ 3 ร้านดังจากภูเก็ตอย่าง Local Canteen, Dibuk House และshhh. ยกทั้งครัวและบาร์มาไว้ที่ Carito’s สุขุมวิท 22 เป็นเวลา 2 วัน ระหว่างวันที่ 28–29 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา

ครั้งนี้เป็น collaboration edition ที่สองของ Carito’s หลังจากครั้งแรกที่ร่วมกับ Anakade และครั้งนี้ขยับสเกลขึ้นด้วยการพาเสน่ห์ของ Phuket Town ทั้งอาหารใต้และวัฒนธรรมค็อกเทลมารวมไว้ในค่ำคืนเดียว

ฝั่งอาหารนำโดย Chef Korn จาก Local Canteen ร้านที่น่าสนใจตรงการหยิบ “รสมือแม่” และอาหารใต้ที่คุ้นเคย มาตีความใหม่ด้วยเทคนิคการปรุงที่ร่วมสมัย แต่ยังรักษาโครงสร้างรสชาติแบบดั้งเดิมเอาไว้

เริ่มจาก Khao-yum Local Canteen ราคา 380 บาท ข้าวยำที่แตกต่างจากภาพจำของข้าวยำน้ำบูดูแบบที่เราคุ้นกัน เพราะใช้ “น้ำพริกปลาชิ้งช้าง” สูตรของเชฟกรเป็นตัวสร้างรสหลัก ก่อนนำมาคลุกกับข้าวและเครื่องเคียงที่เป็นผักและสมุนไพรสดหลากหลายชนิด


อีกจานที่อยากให้ลองคือ Ko-Lae Lamb ราคา 480 บาท การนำแรงบันดาลใจจากไก่กอและและแกงมุสลิมทางภาคใต้ มาตีความใหม่ด้วยซี่โครงแกะ
ตัวเนื้อผ่านการเคี่ยวอย่างพิถีพิถันจนได้ความนุ่ม ก่อนนำมาคลุกเคล้ากับเครื่องแกงที่มียี่หร่าและพริกไทยเป็นหนึ่งในกลิ่นหลัก ช่วยทั้งสร้างความหอมและลดกลิ่นเฉพาะตัวของแกะ
ส่วนเมนูที่มีความเป็น Phuket Town ชัดเจนคือ Hokkien Soy-Braised Pork หรือหมูต้าวอิ๋ว ราคา 350 บาท ที่ให้ความรู้สึกคล้ายหมูแดดเดียว จุดสำคัญอยู่ที่ “ซีอิ๊วต้าวอิ๋วสูตรเฉพาะของภูเก็ต” ที่ใช้เป็นตัวชูรส ทำให้ได้รสหวานเค็มกลมกล่อมและมีกลิ่นเฉพาะตัว
จานนี้ยิ่งกินคู่กับผักดองและบีบส้มจี๊ดสด ๆ ลงไป ยิ่งบาลานซ์ขึ้น ความเปรี้ยวและกลิ่น citrus ช่วยตัดความเข้มข้นของหมูได้ดี เป็น combination ที่เรียบง่ายแต่ทำงานมาก


Local Wild Greens Salad ราคา 280 บาท เป็นอีกจานที่น่าสนใจ เพราะใช้ผักพื้นบ้านสดกว่า 10 ชนิด ซึ่งหมุนเวียนไปตามฤดูกาล คลุกกับเดรสซิ่งที่มีน้ำบูดูเป็นส่วนประกอบในสัดส่วนที่ไม่หนักจนเกินไป
ถ้าเป็นคนชอบซุปร้อน ๆ Trevally in Turmeric Broth หรือปลาเต็กเลียมน้ำบิ๋น ราคา 380 บาท เป็นอีกจานที่อยากให้สั่ง ซุปร้อน ๆ ที่มีปลาโมงเป็นตัวหลัก เสริมด้วยขมิ้นสดและกระเจี๊ยบ ความน่าสนใจอยู่ที่การใช้กระเจี๊ยบมาช่วยสร้าง acidity แบบธรรมชาติ แทนที่จะพึ่งความเปรี้ยวจากมะนาวเพียงอย่างเดียว ขณะที่ขมิ้นสดให้กลิ่นหอม earthy และมีความ warm แบบอาหารใต้

น้ำซุปจึงไม่ได้หนักหรือเข้มจนเกินไป แต่มีทั้งความหอมของขมิ้น ความเปรี้ยวสดจากกระเจี๊ยบ และรสหวานธรรมชาติจากปลา เป็นจานที่เหมาะมากสำหรับแทรกกลางมื้อ โดยเฉพาะหลังจากเจออาหารรสเข้ม ๆ มาแล้วหนึ่งรอบ ได้ซดน้ำซุปร้อน ๆ แล้วรู้สึกเหมือน palate ถูก reset กลับมาอีกครั้ง

ปิดท้ายด้วย Coconut Dumplings หรือขนมโคกะทิสด ราคา 220 บาท
เมนูนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของ dessert ที่ใช้วัตถุดิบไม่กี่อย่าง แต่ทำให้รสชาติไม่น่าเบื่อ ตัวไส้มีความกรุบจากน้ำตาล และใช้น้ำตาลปี๊บจากมะละกาที่ให้กลิ่นหอมคล้าย caramelized sugar มีความเค็มนิด ๆ มาตัดหวาน ก่อนเจอกับกะทิสดที่ช่วยให้รสโดยรวมกลมขึ้น


ฝั่งเครื่องดื่มครั้งนี้ได้ทีมจาก Dibuk House และ shhh. มาร่วมสร้าง cocktail menu ที่หยิบวัตถุดิบและรสชาติจากภาคใต้มาตีความใหม่
แก้วที่สะดุดตั้งแต่คำแรกคือ S-Tropicana ราคา 380 บาท จาก shhh. เป็นแก้วที่มีความคิดสร้างสรรค์สูง แต่ไม่ได้ซับซ้อนจนดื่มยาก รสชาติออกเปรี้ยวหวาน หอมข้าวหมากและมะม่วง มี umami จากน้ำบูดูแทรกอยู่ด้านหลัง ก่อนจบด้วยความหอมมันของข้าวคั่วและ jasmine whip ให้ความรู้สึกคล้าย dessert cocktail ที่เข้ากับอาหารรสเข้มได้ดี
อีกแก้วคือ Rusted Flower Fizz ราคา 380 บาท จาก Dibuk House ตัวนี้มีความสดชื่นและ herbal มากกว่า มี acidity และ carbonation ที่ช่วยล้าง palate ได้ดี จึงเหมาะสำหรับดื่มสลับกับจานอาหารใต้ที่มีเครื่องเทศและรสเข้ม


ส่วน S-002 ราคา 380 บาท เป็นอีกแก้วที่น่าสนใจ เป็น cocktail ที่สดและ clean แต่มี savory note อยู่ด้านหลังเล็ก ๆ ให้ความรู้สึกคล้ายเอารสชาติของ cucumber salad มาตีความใหม่ในรูปแบบเครื่องดื่ม เป็นแก้วที่ดื่มง่ายและช่วย reset palate ระหว่างมื้อได้ดี
สิ่งที่ชอบจาก Carito’s x Phuket Takeover ครั้งนี้ คือความรู้สึกว่าไม่ได้พยายามทำให้อาหารใต้ “ดูหรู” จนหลุดจากรากเดิม แต่เลือกใช้วัตถุดิบ ความทรงจำ และรสชาติที่มีอยู่แล้ว แล้วค่อย ๆ ปรับวิธีนำเสนอให้เข้ากับคนกินยุคนี้ เพราะเราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรสชาติที่เป็นรากของอาหารท้องถิ่นให้กลายเป็นอย่างอื่น แค่ทำให้คนกินได้เห็นมุมใหม่ของสิ่งที่คุ้นเคย ก็เพียงพอที่จะทำให้คำว่า “local” เดินทางไปได้ไกลกว่าเดิม
