เมื่อรสชาติที่อยู่มานานกว่าครึ่งศตวรรษ ยังทำให้คนรุ่นใหม่อยากกลับมาซ้ำ

ในวันที่ร้านอาหารเปิดใหม่มีให้เลือกแทบทุกสัปดาห์ การได้เจอสถานที่ที่เลือก “รักษา” มากกว่า “เปลี่ยน” กลับกลายเป็นเรื่องน่าประทับใจกว่าที่คิด Sineha Bangkok มีโอกาสกลับมาเยือน ห้องอาหารเบญจรงค์ ณ บ้านดุสิตธานี กรุงเทพ และพบว่าที่นี่ไม่ได้เป็นเพียงห้องอาหารไทยระดับไฟน์ไดนิ่ง แต่เป็นเหมือนบ้านหลังหนึ่งที่เก็บรักษารสชาติ ความทรงจำ และเรื่องราวของอาหารไทยเอาไว้ได้อย่างงดงาม

สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือบรรยากาศที่แตกต่างจากร้านอาหารไทยร่วมสมัยหลายแห่ง บ้านของคหบดีในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกถ่ายทอดผ่านสถาปัตยกรรม การตกแต่ง และความสงบที่ทำให้รู้สึกเหมือนได้เดินออกจากความวุ่นวายของกรุงเทพฯ เพียงไม่กี่นาที แล้วเข้าสู่อีกช่วงเวลาหนึ่ง


ยิ่งน่าสนใจเมื่อรู้ว่า แขกผู้เข้าพักในโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ สามารถใช้บริการ EV Tuk Tuk รับส่งมายัง ห้องอาหารเบญจรงค์ ได้ฟรี ใช้เวลาเพียงประมาณ 3 นาที การเดินทางสั้น ๆ นี้กลับช่วยสร้างอารมณ์ร่วมให้มื้ออาหารเหมือนกำลังเดินทางไปเยี่ยมบ้านญาติผู้ใหญ่ที่ตั้งใจเตรียมสำรับพิเศษไว้รอต้อนรับ


สิ่งที่ทำให้ เบญจรงค์ แตกต่าง คือแนวคิดที่ไม่วิ่งตามกระแสอาหารไทยฟิวชัน แต่เลือกเก็บรักษาตำรับอาหารไทยที่เคยอยู่บนโต๊ะอาหารของครอบครัวไทยมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 หลายเมนูยังคงสูตรดั้งเดิมตั้งแต่เปิดให้บริการครั้งแรกในปี พ.ศ. 2513
ในโลกของการตลาด ร้านอาหารจำนวนไม่น้อยแข่งขันกันด้วยเมนูใหม่ทุกฤดูกาล แต่ เบญจรงค์ เลือกสร้างคุณค่าด้วย “ความต่อเนื่อง” เพราะบางครั้งสิ่งที่ลูกค้าคิดถึง ไม่ใช่ความแปลกใหม่ แต่คือรสชาติเดิมที่หาไม่ได้อีกแล้ว

เริ่มต้นมื้อด้วย ยำมังคุดมะพร้าวคั่ว (390 บาท) เมนูที่แทบไม่ค่อยพบในร้านอาหารทั่วไป ความหวานของมังคุดเข้ากันอย่างลงตัวกับกุ้งแห้ง มะพร้าวคั่ว และน้ำยำใสรสละมุน ให้ความรู้สึกสดชื่นโดยไม่กลบรสของวัตถุดิบ

คนที่ชอบอาหารรสเข้มข้น แกงเขียวหวานซี่โครงเนื้อตุ๋น 72 ชั่วโมง (1,290 บาท) ถือเป็นอีกเมนูที่ไม่ควรพลาด ซี่โครงเนื้อออสเตรเลียผ่านการตุ๋นอย่างพิถีพิถันจนแทบละลายในปาก เสิร์ฟพร้อมยอดมะพร้าวอ่อนที่ช่วยเพิ่มความหวานธรรมชาติให้กับแกงเขียวหวาน รสชาติมีความกลมกล่อม ละเอียด และสะท้อนเทคนิคการปรุงที่ต้องอาศัยทั้งเวลาและความอดทน

ด้านอาหารทะเลก็ทำได้อย่างน่าสนใจ กุ้งแม่น้ำย่างซอสมะขามใบมะกรูดกับข้าวเม่าคลุก (1,190 บาท) เป็นเมนูที่รวมหลายองค์ประกอบของอาหารไทยไว้ในจานเดียว ทั้งความหอมของใบมะกรูด ความเปรี้ยวหวานของซอสมะขาม และความกรุบของข้าวเม่า ทำให้ทุกคำมีมิติที่แตกต่างกัน

ส่วน ปลากะพงทอดราดซอสเปรี้ยวหวาน (1,250 บาท) เป็นอีกเมนูคลาสสิกที่หลายคนอาจคุ้นเคย แต่ที่นี่เลือกใช้เทคนิคการทอดแบบดั้งเดิม ทำให้เนื้อปลายังกรอบด้านนอกและชุ่มฉ่ำด้านในอย่างลงตัว

อีกหนึ่งจานที่ไม่ควรพลาดคือ ต้มยำกุ้งแม่น้ำ (650 บาท) ที่ยังคงใช้สมุนไพรไทยอย่างตะไคร้ ข่า และเห็ดสดในการสร้างรสชาติแบบดั้งเดิม ความหอมของสมุนไพรยังคงเป็นพระเอกของจานนี้ มากกว่าการเน้นความเผ็ดเพียงอย่างเดียว

ส่วนเมนูที่สร้างความประหลาดใจให้ Sineha Bangkok คือ แกงนอกหม้อตำรับท่านหญิงเปลี่ยนฯ (350 บาท) เมนูโบราณที่หลายคนอาจไม่เคยรู้จัก เสิร์ฟแบบเย็น รับประทานคู่กับแตงกวา ปลาฟู กุ้งย่าง และมะม่วงเปรี้ยว ให้รสชาติซับซ้อน สดชื่น และแตกต่างจากแกงไทยที่คุ้นเคย ถือเป็นหนึ่งในเมนูที่สะท้อนเสน่ห์ของอาหารไทยโบราณได้อย่างชัดเจน



หรือเมนูที่ล้วนแต่ยอดนิยมอย่าง ใบเหลียงผัดไข่กุ้งเสียบ (350 บาท) น้ำพริกกุ้งย่างสายบัว (290 บาท) หรือ แกงมัสมั่นไก่ พร้อมแป้งโรตีหนานุ่ม (490 บาท) อาหารไทยในอดีตไม่ได้มีเพียงความเผ็ดหรือความเข้มข้นเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับความสมดุลของรสชาติ เนื้อสัมผัส สีสัน และกลิ่นหอมจากสมุนไพร ซึ่งหลายเมนูของ เบญจรงค์ ยังคงรักษาแนวคิดนี้ไว้ได้อย่างครบถ้วน

ตลอดทั้งมื้อ สิ่งที่สัมผัสได้ไม่ใช่แค่ฝีมือของเชฟปุ๋ม – สุกัญญา งามศรีขำ แต่คือความตั้งใจในการรักษามาตรฐานของอาหารไทยที่สืบทอดต่อกันมาหลายรุ่น เมนูหลายจานอาจไม่ได้หวือหวา แต่กลับมีเสน่ห์ตรงความจริงใจและรายละเอียดที่สะสมจากประสบการณ์ยาวนาน

สำหรับ Sineha Bangkok การมาที่ ห้องอาหารเบญจรงค์ จึงไม่ใช่เพียงการมาทานอาหารไทย แต่เหมือนได้ย้อนกลับไปสัมผัสช่วงเวลาที่อาหารหนึ่งจานถูกสร้างขึ้นจากความพิถีพิถัน มากกว่าความรวดเร็ว และทำให้เข้าใจว่าทำไมร้านอาหารแห่งนี้จึงยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายของทั้งนักชิมรุ่นใหม่และแขกประจำที่กลับมาเยือนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หากกำลังมองหาร้านอาหารไทยที่ไม่ใช่เพียงร้านสวยสำหรับถ่ายรูป แต่เป็นสถานที่ที่ทำให้เข้าใจคุณค่าของอาหารไทยอย่างแท้จริง ห้องอาหารเบญจรงค์ คือหนึ่งในประสบการณ์ที่ควรหาโอกาสมาสัมผัสสักครั้ง เพราะบางรสชาติ…กาลเวลาก็ไม่อาจทำให้เลือนหายได้
