เมื่อการเดินทางไม่ได้จบที่ปลายทาง แต่พา Well-being ไปด้วย

ทุกวันนี้คำว่า “เที่ยวให้คุ้ม” อาจไม่ได้หมายถึงการเช็กอินให้ได้มากที่สุดอีกต่อไป สำหรับนักเดินทางยุคใหม่ การเลือกจุดหมายปลายทางเริ่มมาพร้อมคำถามอีกแบบว่า ทริปนี้จะทำให้เรารู้สึกดีขึ้นได้อย่างไร
จากอินไซต์นี้เอง divana แบรนด์ Luxury Wellness และผลิตภัณฑ์น้ำหอมจากประเทศไทย จับมือกับ China Airlines สายการบินชั้นนำจากไต้หวัน เปิดตัวแนวคิด Luxury Wellness Journey ความร่วมมือที่นำ Travel, Thai Wellness และ Lifestyle มาเชื่อมต่อกัน เพื่อเปลี่ยนภาพของการเดินทางจากเพียงการพาตัวเองไปถึงจุดหมาย สู่การเดินทางที่มีเรื่องของการพัก ฟื้นฟู และดูแลตัวเองเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Journey

โครงการนี้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2569 ถึง 31 มีนาคม 2570 โดยออกแบบประสบการณ์ให้เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง ระหว่างการเดินทาง ไปจนถึงเมื่อมาถึงประเทศไทยและเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการพักผ่อน
สิ่งที่น่าสนใจของ Collaboration ครั้งนี้คือ ทั้งสองแบรนด์ไม่ได้หยิบเพียงสิทธิพิเศษมาแลกเปลี่ยนกัน แต่พยายามสร้าง Customer Journey ที่มีเรื่องราวต่อเนื่องกันมากกว่าเดิม
ในมุมของ Sineha Bangkok เรามองว่าจุดแข็งของความร่วมมือนี้อยู่ตรงการนำสองโลกที่ดูแตกต่างกันมาวางไว้ใน Journey เดียวกัน ฝั่งหนึ่งคือ China Airlines ที่มีบทบาทในการเชื่อมโยงนักเดินทางจากไต้หวันและประเทศต่างๆ เข้าสู่ประเทศไทย ขณะที่ divana มีองค์ความรู้ด้าน Thai Wellness และประสบการณ์ Spa & Wellness ที่สามารถนำเสนอความเป็นไทยผ่านสัมผัสที่ร่วมสมัยและมีมาตรฐานระดับสากล

เมื่อสองสิ่งนี้มาเจอกัน Wellness จึงไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในห้องสปา แต่เริ่มตั้งแต่ก่อนขึ้นเครื่อง
ภายใต้แนวคิด Luxury Wellness Journey ลูกค้ากลุ่ม VIP ของ China Airlines จะได้รับผลิตภัณฑ์จาก divana เพื่อสร้าง First Touchpoint กับแบรนด์ตั้งแต่ก่อนการเดินทาง ขณะที่ผู้โดยสารและสมาชิกที่เข้าเงื่อนไขสามารถรับสิทธิประโยชน์สำหรับผลิตภัณฑ์และบริการของ divana รวมถึงบริการสปา พร้อมส่วนลดสูงสุด 20 เปอร์เซ็นต์ตามเงื่อนไขของโครงการ
ในทางกลับกัน สมาชิกของ divana ก็สามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์จาก China Airlines ตามเงื่อนไขเช่นกัน ทำให้ Partnership ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำฐานลูกค้าของสองแบรนด์มาเชื่อมกัน แต่เป็นการสร้าง Reciprocal Relationship ที่ทำให้ลูกค้าทั้งสองฝั่งมีเหตุผลใหม่ในการรู้จักและทดลองประสบการณ์ของอีกแบรนด์

นี่คือจุดที่ทำให้คำว่า Experience Partnership มีความหมายมากกว่า Brand Partnership แบบเดิม
เพราะสำหรับแบรนด์ในยุคนี้ การมอบส่วนลดเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป สิ่งที่สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวคือประสบการณ์ที่ลูกค้าสามารถจดจำและนำไปเล่าต่อได้ ซึ่ง divana และ China Airlines ก็เตรียมต่อยอดผ่านทั้ง Physical Experience, Social Media, Content และกิจกรรม Customer Engagement
นายพัฒนพงศ์ รานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร divana มองว่า Wellness ไม่ควรเกิดขึ้นเฉพาะเวลาที่เราเดินเข้าไปในสปา แต่สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและการเดินทางได้ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นโอกาสในการสร้าง Customer Journey ตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง ไปจนถึงการพัก ฟื้นฟู และดูแลตัวเองเมื่อถึงจุดหมาย
แนวคิดนี้สอดคล้องกับทิศทางของตลาด Wellness Travel ที่กำลังขยายตัว เมื่อการท่องเที่ยวเริ่มเชื่อมโยงเข้ากับเรื่องสุขภาวะมากขึ้น นักเดินทางจำนวนไม่น้อยไม่ได้มองหาเพียงโรงแรมสวย อาหารดี หรือสถานที่ใหม่ๆ แต่ยังมองหาช่วงเวลาที่ช่วยให้ร่างกายและจิตใจได้ช้าลงจากชีวิตประจำวันที่เร่งรีบ

ด้านนายธเนศ จิระเสวกดิลก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด divana มอง Collaboration ครั้งนี้ผ่านแนวคิด Experience Marketing โดยให้ประสบการณ์ของลูกค้าเป็นตัวกลางในการเล่าเรื่องแบรนด์ ตั้งแต่การรับรู้ก่อนเดินทาง การเดินทาง การมาถึงประเทศไทย ไปจนถึงช่วงเวลาของการพักผ่อนและนำ Well-being กลับไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน
สำหรับ China Airlines ความร่วมมือครั้งนี้ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการขยายความหมายของคำว่า Travel Experience ให้กว้างขึ้น โดย Mr. Kenny Lu, Vice President South East Asia, China Airlines มองว่าการเดินทางในวันนี้ไม่ได้วัดกันเพียงเรื่องของจุดหมาย แต่คุณภาพของประสบการณ์ตลอด Journey ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
และเมื่อ China Airlines มีบทบาทในการเชื่อมประเทศไทยกับไต้หวัน รวมถึงจุดหมายสำคัญในเอเชียและทั่วโลก การนำ Thai Wellness เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ Journey ก็เท่ากับเป็นอีกช่องทางในการพานักเดินทางต่างชาติให้รู้จักประเทศไทยผ่านมุมที่ละเอียดอ่อนกว่าเดิม

ไม่ใช่แค่ประเทศไทยในฐานะแหล่งท่องเที่ยว แต่เป็นประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้าน Wellness
ตลอดระยะเวลาของโครงการ ทั้ง divana และ China Airlines จะทยอยพัฒนา Touchpoints และกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ Wellness สำหรับลูกค้า VIP สิทธิประโยชน์สำหรับผู้โดยสารและสมาชิก ไปจนถึง Spa Experience, Content และ Customer Engagement เพื่อให้ Journey ของทั้งสองแบรนด์เชื่อมต่อกันมากขึ้น
นี่จึงเป็น Collaboration ที่น่าสนใจเพราะสะท้อนให้เห็นว่าความหมายของการเดินทางกำลังเปลี่ยนจาก “Where we travel” ไปสู่ “How travel makes us feel” ปลายทางยังคงสำคัญ แต่ความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างทางก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าที่นักเดินทางกำลังมองหา


และหากมองให้ไกลกว่าตัวแคมเปญ Luxury Wellness Journey อาจเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด Wellness Travel Ecosystem ที่เชื่อม Travel, Wellness และ Lifestyle เข้าด้วยกันอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ Thai Wellness เดินทางออกไปพบผู้คนในระดับนานาชาติมากขึ้น
