กับนิยามใหม่ของ Responsible Luxury ที่เริ่มต้นจากมือของช่าง

มีเหตุผลที่แบรนด์ลักชัวรี่ระดับโลกยังคงให้ความสำคัญกับ “งานทำมือ” ไม่ใช่เพราะเครื่องจักรผลิตไม่ได้ แต่เพราะคุณค่าของงานคราฟต์ ไม่เคยวัดจากความเร็ว หากวัดจากเวลาที่ใช้สร้างมันขึ้นมา
ยิ่งในโลกของไฟน์จิวเวลรี่ รายละเอียดเพียงเสี้ยวมิลลิเมตรสามารถเปลี่ยนมูลค่าของชิ้นงานได้ทั้งหมด ตั้งแต่การเลือกอัญมณี การเจียระไน การขึ้นตัวเรือน ไปจนถึงการขัดเงาขั้นสุดท้าย ทุกกระบวนการยังคงอาศัยสายตา ประสบการณ์ และสัมผัสของช่างฝีมือมากกว่าเทคโนโลยี

นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Sineha Bangkok มองว่า ความร่วมมือระหว่าง DERMOND และ SARNSARD น่าสนใจกว่าการเป็น Collaboration ทั่วไป เพราะสิ่งที่ทั้งสองแบรนด์มีเหมือนกัน ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ แต่คือความเชื่อในคุณค่าของ “Craftsmanship”
กว่า 34 ปี DERMOND สร้างชื่อในฐานะ Thai Global Fine Jewelry House ด้วยแนวคิดที่ว่าความหรูหราไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากเพชรเม็ดใหญ่ที่สุด แต่เริ่มจากคุณภาพของงานฝีมือ และเรื่องราวที่ซ่อนอยู่ในทุกชิ้นงาน

ขณะที่ SARNSARD สตูดิโองานคราฟต์ร่วมสมัยจากจังหวัดตรัง กำลังทำสิ่งเดียวกันกับวัสดุธรรมชาติอย่าง “เตยปาหนัน” พืชพื้นถิ่นของภาคใต้ที่ถูกถ่ายทอดผ่านเทคนิคจักสานดั้งเดิม ก่อนจะตีความใหม่ให้กลายเป็นงานออกแบบร่วมสมัยที่ได้รับการยอมรับในวงการดีไซน์
หลายคนอาจไม่รู้ว่า เตยปาหนันไม่ใช่เพียงวัสดุจักสานทั่วไป เส้นใยของใบมีความเหนียว น้ำหนักเบา และเมื่อผ่านการเตรียมเส้นอย่างประณีต จะสามารถสร้างพื้นผิวที่ละเอียดจนคล้ายงานสิ่งทอชั้นดี จึงถูกนำมาใช้ในงานหัตถศิลป์ระดับสูงของภาคใต้มายาวนาน

เมื่อศาสตร์ของไฟน์จิวเวลรี่และภูมิปัญญาการจักสานมาพบกัน ผลลัพธ์จึงไม่ใช่แค่การนำวัสดุสองชนิดมาวางคู่กัน แต่คือการตีความใหม่ของคำว่า Luxury Craft
จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้มาจาก Signature Chic Collection 2025 หนึ่งในคอลเลกชันต่างหูซิกเนเจอร์ของ DERMOND ที่โดดเด่นด้วยเส้นสายโค้งอ่อนและงานออกแบบเหนือกาลเวลา SARNSARD นำแรงบันดาลใจจากรูปทรงดังกล่าวมาสร้างเป็น Installation Art ผ่านการสานเตยปาหนันร่วมกับโครงสร้างโลหะ จนเกิดเป็นผลงานที่สะท้อนประกายแสงคล้ายเหลี่ยมมุมของเพชร

จากนั้นจึงต่อยอดเป็น DERMOND × SARNSARD Woven To Go Jewelry Pouch กระเป๋าใส่เครื่องประดับแบบ Limited Collaboration ที่เปลี่ยนงานจักสานไทยให้กลายเป็น Luxury Object สำหรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน
ในมุมของแบรนด์ นี่คือแนวคิดที่น่าสนใจ เพราะปัจจุบันคำว่า Responsible Luxury ไม่ได้หมายถึงการเลือกใช้วัสดุที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการสร้างคุณค่าตลอดทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกวัสดุ การสร้างรายได้ให้ชุมชน ไปจนถึงการรักษาภูมิปัญญาที่อาจสูญหายไปพร้อมกาลเวลา

นี่จึงเป็นเหตุผลที่แบรนด์ลักชัวรี่ทั่วโลกเริ่มหันกลับมาลงทุนกับงานคราฟต์มากขึ้น เพราะสิ่งที่ลูกค้ายุคใหม่กำลังซื้อ ไม่ใช่เพียงสินค้า แต่คือเรื่องราว ความโปร่งใส และคุณค่าที่อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์
สำหรับ DERMOND ความร่วมมือครั้งนี้ยังสะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจด้านความยั่งยืน ทั้งการสนับสนุนช่างฝีมือไทย การใช้วัสดุธรรมชาติอย่างรับผิดชอบ และการเดินหน้าสู่มาตรฐาน Responsible Jewellery Council หรือ RJC ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับโลกด้านจริยธรรมและความยั่งยืนในอุตสาหกรรมเครื่องประดับ


การได้รับเลือกให้ติดอันดับ Top 100 Jewelry & Watch Brands of the World 2025 จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของดีไซน์ แต่สะท้อนทิศทางของแบรนด์ไทยที่กำลังขยับจากผู้ผลิต สู่การเป็นผู้สร้างคุณค่าในตลาดลักชัวรี่ระดับสากล
นิทรรศการ Crafted in Thai, Globally Inspired จึงไม่ได้เล่าเพียงเรื่องของเครื่องประดับ แต่กำลังตั้งคำถามว่า งานคราฟต์ไทยจะเดินทางต่อไปอย่างไรในโลกที่ลักชัวรี่กำลังถูกนิยามใหม่
คำตอบอาจอยู่ในผลงานทุกชิ้นที่จัดแสดง ณ ECOTOPIA, NEXTOPIA ชั้น 5 สยามพารากอน ตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม ถึง 24 สิงหาคม 2569 ที่ซึ่งงานจักสานพื้นถิ่นไม่ได้เป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรม แต่กลายเป็นภาษาสากลของการออกแบบร่วมสมัย
และบางที นี่อาจเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ทำให้เราเห็นว่า งานฝีมือไทย ไม่ได้ต้องปรับตัวให้เหมือนโลก แต่สามารถทำให้โลกหันกลับมามองงานฝีมือไทยอีกครั้ง.
