Sunday Brunch ที่ไม่ได้ชวนมากินให้อิ่ม แต่ชวนใช้เวลาวันอาทิตย์ให้สนุกกว่าเดิม

มีเหตุผลที่ Sunday Brunch กลายเป็นวัฒนธรรมของคนเมืองในหลายประเทศ มันไม่ใช่มื้อเช้าที่ตื่นไม่ทัน และก็ไม่ใช่มื้อกลางวันที่รีบกินแล้วแยกย้าย แต่เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนตั้งใจใช้เวลากับโต๊ะอาหารนานกว่าปกติ พูดคุย ดื่ม และปล่อยให้บ่ายวันอาทิตย์เดินไปอย่างไม่เร่งรีบ

Sineha Bangkok คิดถึงเรื่องนี้ตลอดระหว่างที่กำลังเดินอยู่ใน Nichiyobi Brunch ของ Zuma Bangkok เพราะสิ่งที่ร้านกำลังขาย ไม่ใช่บุฟเฟต์ญี่ปุ่น แต่คือ “ประสบการณ์ของวันอาทิตย์”
คำว่า Nichiyobi ในภาษาญี่ปุ่นแปลว่า วันอาทิตย์ และ Zuma เลือกหยิบคอนเซ็ปต์ของตลาดญี่ปุ่นมาสร้างบรรยากาศของมื้อสายให้แตกต่างจาก Sunday Brunch ที่คุ้นเคย แทนที่จะนั่งรออาหารมาเสิร์ฟ ทุกคนจะลุกเดิน สำรวจ พูดคุยกับเชฟ และเลือกชิมอาหารจาก Live Cooking Station ที่กระจายอยู่ทั่วร้าน เหมือนกำลังเดินเล่นอยู่ในตลาดที่เต็มไปด้วยกลิ่นอาหารและผู้คน


นี่เป็นวิธีสร้างประสบการณ์ที่น่าสนใจทีเดียว เพราะทำให้ลูกค้าไม่ได้เป็นเพียงผู้บริโภค แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศ ทุกคนลุกขึ้น เดิน ถ่ายรูป และมีปฏิสัมพันธ์กับอาหารมากกว่าการนั่งอยู่ที่โต๊ะตลอดมื้อ


อาหารแบ่งออกเป็นหลายโซน ตั้งแต่ซาชิมิ ซูชิ นิกิริ มากิ ไปจนถึงเมนูเย็นอย่างเต้าหู้โฮมเมด ทาทาร์เนื้อ มะเขือม่วงย่าง และปลากะพงสไลซ์บางกับยูซุและทรัฟเฟิล ขณะที่โซนโรบาตะมีทั้งยากิโทริ ผักย่าง และเมนูร้อนที่เชฟทำใหม่ตลอดเวลา ส่วนของหวานก็ไม่ได้เป็นเพียงมุมปิดท้าย แต่มีทั้งไทยากิ วาฟเฟิลเสียบไม้ ช็อกโกแลตฟาวน์เทน ไอศกรีม และขนมอบให้เดินเลือกได้เรื่อย ๆ


สิ่งที่ Sineha Bangkok ชอบคือ แม้จะมีสเตชั่นให้เดินเลือกเอง แต่ร้านยังเสิร์ฟอาหารเรียกน้ำย่อยมาถึงโต๊ะแบบ Free Flow ทั้งหอยนางรมสด เทมปุระกุ้งลายเสือ และไก่คาราอะเกะ ทำให้จังหวะของมื้ออาหารไม่สะดุด ไม่ต้องคอยลุกเดินตลอดเวลา


ครั้งนี้เราเลือกแพ็กเกจ Raku ราคา 3,480 บาทต่อคน ซึ่งเป็นแพ็กเกจที่รู้สึกว่าสมดุลที่สุด เพราะรวมทั้ง Prosecco NV ไวน์ เบียร์ Mango Bellini รวมถึงเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์แบบ Free Flow ตลอด 3 ชั่วโมง


หลายร้านพยายามแข่งขันกันด้วยจำนวนเมนู แต่ Zuma เลือกแข่งขันด้วย “คุณภาพของเวลา” มากกว่า สามชั่วโมงผ่านไปโดยไม่รู้ตัว เพราะทุกอย่างถูกออกแบบให้ค่อย ๆ เกิดขึ้น ตั้งแต่ Welcome Drink ไปจนถึงจังหวะที่ดีเจเริ่มเปิดเพลง บรรยากาศจึงเปลี่ยนจากมื้อกลางวันธรรมดาให้กลายเป็น Sunday Social แบบไม่ต้องพยายาม

สำหรับ Main Course เราตัดสินใจเพิ่มเงินเพื่อสั่ง Miso Marinated Black Cod Wrapped in Hoba Leaf ซึ่งเป็นเมนูซิกเนเจอร์ที่หลายคนพูดถึง เนื้อปลานุ่มจนแทบละลายในปาก ความหวานเค็มของมิโซะเข้ากันกับกลิ่นหอมอ่อน ๆ จากใบโฮบะ เป็นจานที่เข้าใจทันทีว่าทำไมถึงยังได้รับความนิยมมาตลอด

บนโต๊ะเดียวกันยังมี Lobster ย่างครึ่งตัวที่เสิร์ฟพร้อมซอสชิโซะและพอนสึ เนื้อหวาน เด้ง และไม่ถูกกลบรสชาติด้วยซอส ขณะที่ Spiced Lamb Cutlets with Hatcho Miso ก็ทำออกมาได้ดีเกินคาด เนื้อแกะนุ่ม ไม่มีกลิ่นแรง และความเข้มข้นของ Hatcho Miso ทำให้จานนี้มีคาแรกเตอร์ชัดเจน ทั้งสามเมนูให้ความรู้สึกต่างกัน แต่มีมาตรฐานเดียวกันคือใช้วัตถุดิบคุณภาพดีและปรุงอย่างพอดี

อีกสิ่งที่ทำให้ Nichiyobi Brunch แตกต่าง คือการไม่พยายามเป็น Fine Dining ที่ต้องเงียบและเป็นทางการ ทุกคนหัวเราะ ชนแก้ว เดินเลือกอาหาร ฟังดีเจเปิดเพลง และใช้เวลาร่วมกันแบบสบาย ๆ นี่คือเหตุผลที่คำว่า Luxury วันนี้ไม่ได้หมายถึงความหรูเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการมีเวลาให้ตัวเองและคนรอบข้าง

ปัจจุบันร้านอาหารระดับโลกหลายแห่งกำลังเดินไปในทิศทางเดียวกัน คือขาย Experience มากกว่าขายเมนู และ Zuma Bangkok ก็สะท้อนแนวคิดนี้ได้อย่างชัดเจน เพราะสิ่งที่คนจดจำหลังกลับบ้านอาจไม่ใช่ว่ากินปลาอะไรหรือดื่มไวน์ยี่ห้อไหน แต่เป็นความรู้สึกของบ่ายวันอาทิตย์ที่เต็มไปด้วยบทสนทนา เสียงเพลง และอาหารที่ทำให้ทุกคนอยากนั่งต่ออีกสักชั่วโมง

สำหรับคนที่มองหา Sunday Brunch ในกรุงเทพฯ ที่ครบทั้งคุณภาพอาหาร เครื่องดื่ม บรรยากาศ และบริการ Nichiyobi Brunch ของ Zuma Bangkok เป็นประสบการณ์ที่ Sineha Bangkok อยากแนะนำให้ลองสักครั้ง โดยเฉพาะแพ็กเกจ Raku ราคา 3,480 บาท ที่ให้ความคุ้มค่าอย่างลงตัว ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม Free Flow และบรรยากาศที่ทำให้วันอาทิตย์ธรรมดากลายเป็นวันที่น่าจดจำกว่าที่คิด
แพ็กเกจ อื่น ๆ ก็มีให้เลือกอย่างแพ็กเกจZen ราคา 2,480 บาทต่อท่าน รวมอาหาร ม็อกเทล ซอฟต์ดริงก์, แพ็กเกจ Kodo ราคา 4,280 บาทต่อท่านเติมความพรีเมียมด้วย Drappier Brut Champagne NV และสาเก ท้ายสุดกับแพ็กเกจ Kanki สำหรับการเฉลิมฉลอง ราคา 4,980 บาทต่อท่าน ด้วย Bollinger Brut Champagne NV และสาเก
