Tag Archives: #foodporn

คิดถึง อาหารเมดิเตอร์เรเนียน ซีฟู้ด ที่ Café Fish

คนเลิฟซีฟู๊ด และชอบอาหารสไตร์เมดิเตอร์เรเนียน (The Mediterranean Seafood) น่าจะต้องเคยมาลองที่นี่บ้างแล้ว ร้าน Café Fish เปิดบริการแห่งแรก ที่สาขา The Emporium ในปี 2546 แต่ปัจจุบันสาขานี้ปิดไปแล้ว และเปิดที่ สยามพารากอน ตั้งแต่ปี 2548 และ สาขาเทอมินัล 21 ก็เปิดตามมาในปี 2554 ร้านคาเฟ่ ฟิช อยู่ภายใต้การบริหารของบริษัทบีอาร์มันส์ (BR MUNNS INTERNATIONAL CO,LTD) ที่มีร้านอาหารอยู่ภายใต้การบริหารมากมาย รวมถึงร้านไก่ย่างสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนชั้นนำอย่างร้าน Piri Piri Flaming Grill (คลิ๊กอ่านรีวิวร้านเพิ่มเติมได้ที่ Piri Piri Flaming Grill) ถ้าใครไม่เคยมาทานที่นี่คือพลาดแล้ว แอดมินแนะนำเลยอยากให้ลองสักครั้งจะติดใจ เพราะเคล็ดลับอาหารของที่นี่ทั้งหมดคือ ปรุงจากวัตถุดิบที่สดใหม่เสมอ ไม่เคยใช้อาหารแช่แข็ง ไม่เคยเจอกลิ่นคาวเลย ไม่ว่าจะมาทานกี่รอบก็ตาม ซีฟู๊ดถ้าสดก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว แต่รสชาติยังกลมกล่อมไม่อย่างนั้นจะเปิดมานานร่วม 17 ปี และอยู่ในห้างสรรพสินค้ากลางเมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องค่าเช่าสถานที่แพงได้อย่างไร

มิพักต้องปฏิเสธ Glass Onion Seafood & Grill แค่สด และอร่อยก็ติดใจแล้ว

Sineha Bangkok มาแนะนำอีกหนึ่งร้านอาหารซีฟู้ด ที่สดและอร่อย แทบทุกเมนูที่ทุกคนคุ้นเคย บนเส้นถนนเจริญราษฎร์ ที่อยู่ไม่ไกลจากถนนเจริญกรุง มารู้จักที่มาร้านกันก่อน ร้าน Glass Onion Seafood & Grill เพิ่งเปิดสด ๆ ร้อน ๆ เมื่อต้นปี 2020 นี่เอง ซึ่งได้ชื่อ Glass Onion มาจากหนึ่งในหลาย ๆ เพลงที่แต่งโดย จอห์น เลนนอน แห่งวง The Beatle ที่ได้แรงบันดาลใจในการแต่ง จากความรำคาญ ที่คนฟังเพลงในสมัยนั้น ชอบพยายามตีความหมายเพลงของเขา และวง The Beatle ไปต่าง ๆ นานา John เลยแก้เผ็ดโดยการแต่งเพลงนี้ โดยไม่มีความหมายแฝงใด ๆ ให้คนตีความ เรียกว่าเป็นเพลงที่ไม่มีความหมายอะไรทั้งสิ้น และเพลงนี้เองที่เป็นที่มาและสะท้อนตัวตนของร้าน Glass Onion Seafood & Grill ได้อย่างดี

Japanese Spirit, American Style ไก่ทอดที่คุณต้องลอง !

วันนี้ Sineha Bangkok จะชวนไปร้านไก่ทอดที่อร่อยที่สุดอีกแห่งหนึ่งใน กรุงเทพมหานคร คือ ร้าน โตเกียวโจ (ToKioJo) เห็นชื่อเป็นญี่ปุ่นขนาดนี้ แต่ร้านนี้ถือกำเนิดในกรุงเทพมหานคร คิดค้นสูตรโดย เชฟชาวออสเตรเลีย เชน ไจลส์ (Shane Giles) ผู้มี Profile ไม่ธรรมดา เพราะนอกจากมีประสบการณ์ด้านเชฟมากว่า 35 ปี ยังเปิดร้านอาหารมากว่า 200 ร้าน ใน 40 ประเทศทั่วโลกอีก คุณเชน เล่าให้ฟังว่า ร้านนี้เป็นลูกผสมอเมริกันญี่ปุ่น เหมือนชื่อที่ตั้ง คำว่า ToKio เป็นตัวแทนของญี่ปุ่น ส่วน Jo มาจากชื่อเล่นที่ใช่เรียกแทนคนอเมริกัน อาหารส่วนใหญ่ในร้านมีกลิ่นอายแบบญี่ปุ่น โดยสูตรไก่ทอดที่คิดค้นขึ้นมานี้ ใช้เวลาทดลองสูตรกว่า 8 เดือนกว่าจะลงตัวมาเป็นไก่ทอดที่รสชาติถูกใจขนาดนี้ เมนูเด่นที่ห้ามพลาด! ของ ToKioJo แน่นอนคือ ไก่ทอดกรอบ ที่เป็นหนึ่งในอาหารคอมฟอร์ทฟู้ดหรืออาหารที่ทานง่ายๆ เป็นสูตรพิเศษ และทางร้านเน้นใช้ไก่คุณภาพที่ไม่มีฮอร์โมน ไม่มียาปฏิชีวนะ คัดแบบออร์แกนิกสุด ๆ

มาจิบน้ำชายามบ่าย บนห้องอาหารและบาร์ที่สูงที่สุด ในประเทศไทยกัน !

Sineha Bangkok ชวนทุกคนมาเปิดประสบการณ์ใหม่ของ Afternoon Tea ในสไตล์ “คาเฟ่ กูร์มองด์” (Café Gourmand) บนห้องอาหารและบาร์ที่สูงที่สุดในประเทศไทย ที่ มหานคร แบงค็อก สกายบาร์ และวิวสุดลูกหูลูกตาของกรุงเทพมหานคร บนชั้น 76 ของตึกKING POWER MAHANAKHON หรือตึกรูปพิกเซลอันโด่งดังของกรุงเทพมหานครนั่นเอง Afternoon Tea Set ที่มาพร้อมขนมอบสุดคลาสสิคสไตล์ฝรั่งเศส 1 ชิ้น จากตัวเลือก 3 อย่าง คือ เอแคลร์ (Éclair), ทาร์ตผลไม้ (Exotic Fruit Tart) หรือแฟลน (Flan) และเครื่องดื่มเป็นกาแฟ หรือชา 1 ชนิด ที่สามารถเลือกรับได้ทั้ง ดาราไวท์ (Dhara White), ล้านนากรีน (Lamma Green), จัสมินกรีน (Jasmine Green) หรือจะเลือกชำระเพิ่ม

Sineha Bangkok ชวนจิบชา ชิมขนมไทย ที่ร้านเบญจรงค์

มาเปิดประสบการณ์จิบชายามบ่ายแบบผู้ดีอังกฤษในสไตล์ไทย ๆ กันที่ ร้านอาหารไทยเบญจรงค์ แห่งบ้านดุสิตธานี ร้านอาหารไทยที่ทุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้วตั้งแต่อยู่ที่โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เราดีใจมากที่โรงแรมปิดแต่ร้านไม่ปิด มาเปิดใหม่ที่บ้านดุสิตธานี ยกมาหมดทั้งพนักงาน เชฟ พร้อมสูตรต่าง ๆ ที่อร่อยเหมือนเดิม และเพิ่มเติมคือ Afternoon Tea ในแบบฉบับขนมไทย วันนี้ Sineha Bangkok มีโอกาสไปชิมมา เลยอยากมาบอกต่อว่ามันดียังไง! ในบรรยากาศของบ้านหลังโบราณหลังใหญ่ใจกลางสีลม ที่อบอุ่นดูเป็นกันเองภายในโซนบ้านดุสิตธานี พื้นที่ของบ้านหลังใหญ่คือร้านอาหารไทยเบญจรงค์นั่นเอง โดยการสืบสานตำนานขนมไทยที่หาทานได้ยาก ผสมผสานอาหารคาวหวาน และเค้กรสชาติหอมนุ่มละมุนลิ้นด้วยเมนูสดใหม่จากฝีมือเชฟคนเดิมจากโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เราเริ่มต้นด้วยเมนูอาหารคาว ที่รสชาติต้นตำหรับจากครัวเบญจรงค์แท้ ๆ ด้วย ถุงทองพอดีคำ กุ้งห่มสไบกับซอสคาเวียร์ ไก่สะเต๊ะหมักด้วยวิธีพิเศษเนื้อนุ่มหอมกรุ่นเครื่องเทศ ยำส้มโอรสชาติหวานกลมกล่อมคลุกเคล้าด้วยกุ้งแห้งคัดพิเศษ ต่อมาที่ขนมไทยหน้าตาดี ทำอย่างประณีต ทั้งขนมจีบสอดไส้ไก่เข้ากันได้ดีกับแป้งเนื้อบางที่ปั้นเป็นตัวนก ม้าฮ่อเคียงคู่วางลงบนสับปะรดให้รสชาติหวานตัดเปรี้ยวกำลังดี ตามด้วยล่าเตีย หรือ หรุ่มรูปร่างประณีตสวยงามโดยใช้ไข่โรยเป็นร่างแห แล้วมาต่อที่ลูกชุบผลไม้สีสันสดใส กลีบลำดวนขนมมงคลอบควันเทียน และถ้วยฟูหวานหอมกำลังดี ต่อมาเป็นขนมไทยที่หาอร่อยทานไม่ง่ายเลย ทั้งข้าวเหนียวหน้ากุ้ง ข้าวเหนียวหน้าปลาแห้ง ที่ทำสดใหม่วันต่อวัน ดาราทองขนมไทยแสนงดงาม ทองเอก เสน่ห์จันทร์รสชาติต้นตำรับไทยแบบดั้งเดิม

มาสัมผัสประสบการณ์อาหารอินเดีย แบบ Fine Dining ที่ Bawarchi กัน

ก่อนอื่นขอขยายความคำว่า “Fine Dining” นิดนึง โดยทั่วไป Fine Dining มักหมายถึงร้านอาหารที่นำเสนอประสบการณ์การรับประทานอาหารที่เน้นคุณภาพของอาหาร บรรยากาศ และการบริการ ดังนั้นอาหารสไตล์ Fine Dining จึงมีราคาอาหารที่ค่อนข้างสูงกว่าร้านอาหารทั่วไป Bawarchi ร้านอาหารอินเดียต้นตำหรับแบบ Fine Dining ที่เปิดให้บริการมายาวนานกว่า 20 ปี และยังยืนหยัดอยู่ในร้านอาหารอินเดียระดับแถวหน้าของกรุงเทพมหานครได้ อย่างไม่มีข้อกังขาเลย ถ้าใครเคยมาลิ้มลอง Bawarchi หมายถึง “พ่อครัว” ในภาษาอังกฤษ ที่เชี่ยวชาญในอาหารอินเดียเหนือ และ Bawarchi ที่นี่เสนออาหารหรูหราแบบ Fine Dining อย่างที่กล่าวมาข้างต้นเพราะฉะนั้นการต้อนรับ จึงมาในบรรยากาศแบบพระราชวังด้วยดีไซน์การตกแต่งที่นำเอาความเป็น พระราชวังอินเดีย (Indian Royal Palace) มาใช้ตกแต่งร้าน ซึ่งพอเข้าร้านมาก็รู้สึกถึงความเป็นอินเดียได้ทันที เพราะนอกจากการตกแต่งแล้ว วัตถุดิบ และเครื่องเทศที่ใช้ปรุงอาหารก็ส่งตรงมาจากประเทศอินเดีย จึงการันตีได้เลยว่า รสชาติและประสบการณ์ที่ Bawarchi คือต้นตำหรับอินเดียแท้ ๆ แน่นอน นอกจากนี้ร้านยังเพิ่มบรรยากาศด้วยนักร้องชาวอินเดีย ร้องสดทุกค่ำคืน หาฟังที่ไหนไม่ได้ง่ายเช่นกัน อาหารส่วนใหญ่จะเลือกปรุงในเตาทันดูร์

อาหารจีนเลิศรส และ DIM SUM ปั้นสด ที่ CHEF POM CHINESE CUISINE By TODD

Sineha Bangkok พามาชมและชิมอาหารจีนที่ร้าน ‘CHEF POM CHINESE CUISINE by TODD’ ร้านที่เกิดจากความตั้งใจร่วมกันระหว่าง ผู้ซึ่งมีความหลงใหลด้านการอาหารอย่างลึกซึ้ง คุณต๊อด – ปิติ ภิรมย์ภักดี ร่วมกับ เชฟอาหารจีนผู้ซึ่งไม่เป็นสองรองใครในด้านอาหารจีนในเมืองไทย เชฟป้อม – ธนรักษ์ ชูโต ที่นำเสนออาหารจีนร่วมสมัย  ทั้งในแบบอาหารจีนกวางตุ้ง เสฉวน เซี่ยงไฮ้ และฮ่องกง ร้าน ‘CHEF POM CHINESE CUISINE by TODD’ เน้น  บรรยากาศสไตล์ Contemporary Oriental Chinese ตกแต่งโดยใช้โทนสีดำ สีทอง และสีแดง เป็นหลัก โดยในวัฒนธรรมจีนนั้น สีดำสื่อถึงพลังอำนาจและความอ่อนไหว มีความหมายถึงน้ำและความเป็นกลาง  สีแดง เป็นธาตุไฟ หมายถึงแสงสว่าง อบอุ่น พละกำลัง และความรุ่งโรจน์ สีแดงจึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีและความสุข  สีทอง แทนธาตุดิน ซึ่งหมายถึง ความเป็นปึกแผ่น มั่นคง และมั่งคั่ง  นอกจากนี้ทางร้านยังได้ครีเอทลวดลายกราฟิกที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก ‘龙 – หลง’ หรือมังกร นักษัตรอันเป็นมงคลของจีน โดยได้นำเกล็ดมังกรมาเป็นใช้เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ ที่นำมาเป็นกิมมิคในการตกแต่งร้านและการออกแบบเมนูอีกด้วย ในส่วนของเมนูอาหารนั้น

มาเปิดสำรับ เหมันตฤดู ต้อนรับฤดูหนาว ที่ R-HAAN กัน

R-HAAN เปิดสำรับใหม่ “เหมันตฤดู” ต้อนรับฤดูหนาว (ROYAL SYMPHONY THAI SAMRUB WINTER SEASON) กับสำรับแห่งปณิธาน “กรุ่นข้าวใหม่ปลามันสุวรรณภูมิ  เรื่องสมบูรณ์อุ่นไอดินพ่อสร้างมา” ก่อนอื่นเลย Sineha Bangkok ขอแสดงความยินดี กับ เชฟชุมพล แจ้งไพร แห่งร้าน R-Haan หนึ่งในร้านอาหารไทยดั้งเดิมแห่งแรกในโลกที่ได้รับรางวัล 2 ดาวจากมิชลินปี 2020  ต้องขอบคุณ คุณต๊อด ปิติ ภิรมย์ภักดี ผู้บุกเบิกร้าน R-HAAN และเป็นผู้ชักชวนเชฟชุมพล มาร่วมสร้างสรรค์อาหารไทย จนประสบความสำเร็จระดับโลกขนาดนี้ R-Haan เปลี่ยนสำรับตามฤดูกาล ได้แก่ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว และล่าสุด Sineha Bangkok ได้มีโอกาสมาลองเมนูใหม่ เหมันตฤดู ต้อนรับฤดูหนาว ที่เพิ่งเปิดสำรับไปเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๖๒ ที่ผ่านมา เราอดตื่นเต้นไม่ได้จริงๆ ที่ได้มาลิ้มลองร้านมิชลินระดับ 2

สัมผัสประสบการณ์ใหม่ ที่ห้องอาหารสกาลินี

Sineha Bangkok ชวนคุณสัมผัสประสบการณ์มื้ออาหารรูปโฉมใหม่ที่ห้องอาหารสกาลินี่ Scalini ที่ผสมผสานกลิ่นอายของความเป็นเสต็กเฮาส์ และอารยธรรมของอาหารอิตาเลียนสมัยใหม่ แต่ยังคงการตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ของร้านไว้เหมือนเดิม รวมถึงครัวแบบเปิดซึ่งจะยังคงเป็นอีกไฮไลท์ของห้องอาหาร ที่คอยสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ทุกคนที่มาเยือน… ซึ่งคราวนี้เมนูอาหารจานหลักโฉมใหม่ของห้องอาหารสกาลินีนั้น เชฟได้เลือกเนื้อสเต็กบิสเต็กก้า (bistecca) ที่เป็นเนื้อทีโบนชิ้นยักษ์เกรดพรีเมียม น้ำหนักถึง 1.2 กิโล มาเป็นพระเอกชูโรงของห้องอาหาร โดยความพิเศษของเนื้อบิสเต็กก้านี้ ลูกค้าสามารถเลือกซอสให้กับทางห้องอาหารหมักได้เองตามชอบ ซึ่งมีซอสให้เลือกถึงสามแบบ ไม่ว่าจะเป็นซอสน้ำตกแบบไทย ซอสกระเทียมทรัฟเฟิล และซอสฟัวกราส์รสเผ็ด เรียกได้ว่าเป็นสเต็กบิสเต็กก้าในแบบฉบับของสกาลินีเท่านั้น คนรักเนื้อนี่ขอแนะนำเลยว่าไม่ควรพลาด เพราะความพิเศษอีกอย่างคือ ครั้งนี้ยังได้นำเครื่องดื่มสัญชาติอิตาลีที่ถูกโหวตให้เป็นเครื่องดื่มที่ฮิตอันดับที่สองของโลก อย่าง เนโกรนี มาเป็นเครื่องดื่มประจำห้องอาหาร สกลาลินี อีกด้วย ค็อกเทลแก้วนี้คือค็อกเทลสไตล์ Spirit-Forward ที่มีส่วนผสมหลัก คือ เหล้าจิน เหล้าคัมปารี และ เวอร์มุธ ผสมกันแบบ 1-1-1 เกิดขึ้นในประเทศอิตาลี จากท่านเคาท์ กามิลโล เนโกรนี (Count Camillo Negroni) นอกจากนี้ เนโกรนี ยังถือกำเนิดขึ้นในปี 1920 ซึ่งเป็นยุคเดียวกับคอนเซปท์ของห้องอาหารสกาลินีอีกด้วย วันนี้

ตามมารีวิวร้านอาหารฝรั่งเศสแนวใหม่ ที่เปิดใหม่ล่าสุด ดิ อัลเลียม แบงค็อก (The Allium Bangkok)

หลังจาก ห้องอาหาร The Reflexion หนึ่งในร้านอาหารฝรั่งเศสชื่อดัง ที่เป็นเจ้าของร้านอาหารอันดับ 1 ใน Trip Advisor ของกรุงเทพมหานคร มาอย่างยาวนาน ของโรงแรม The Athenee Hotel, a luxury collection hotel บนถนนวิทยุ ปิดตัวลงไป ทุกคนต่างใจจดใจจ่อ รอการกลับมาเปิดอีกครั้ง แล้วในที่สุด ห้องอาหารฝรั่งเศสแนวใหม่ The Allium Bangkok ก็เปิดให้บริการหมาดๆ เมื่อสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา ร้านที่ยังได้เชฟมากความสามารถ Roxanne Lange จาก The Reflexion มาดูแลเหมือนเดิม เชฟ Roxanne ผู้ผ่านร้าน Michelin Star ทั้งใน และต่างประเทศมาแล้ว และยังเคยเป็น Chef de Cuisineให้กับร้าน Savelberg อีกด้วย Sineha Bangkok

มาลองให้รู้กัน Modern European Style ที่ MIA ว่าเลิศขนาดใหน…

ได้ยินเสียงร่ำลือตั้งแต่ตอนเปิดร้านไปเมื่อไม่นานมานี้ว่า มีร้านเปิดใหม่ในซอยสุขุมวิท 26 อาหารอร่อยและร้านสวยมาก วันนี้เลยต้องมาให้เห็นกับตาตัวเอง แล้วพอก้าวขาเข้ามาในร้าน Mia ก็แอบทึ่งเบาๆ ร้านอาหารและบาร์ที่ตั้งอยู่ภายในบ้านหลังใหญ่แสนสงบแห่งนี้ สวยอย่างที่เขาว่ากันไม่ใช่เล่นเลย ใครชอบกิน หรือจะสายถ่ายรูปไม่มีผิดหวังแน่ๆ มาฟังจุดเริ่มต้นร้านนี้กันสักหน่อย ร้าน Mia อยู่ภายใต้การดูแล ของเชฟคู่หูดูโอ้ชื่อดัง เชฟท็อป-พงศ์ชาญ รัสเซล และเชฟมิเชล โก ที่ก่อนหน้านี้ทั้งคู่เคยร่วมงานกับร้านอาหารชื่อดังอย่าง Freebird และ Sühring (ปัจจุบันเป็นร้านอาหารที่อยู่ในอันดับที่ 45 ของ World’s 50 Best Restaurants) โดยเชฟทั้งสองได้รับการชักชวนเชฟ จูเลียน อิมเบิท ผู้ที่มีประสบการณ์ในการทำอาหารมามากมายหลายที่ในกรุงลอนดอน ทั้ง Sketch, Jason Atherton’s City Social, และ Dinner by Heston Blumenthal ให้มาร่วมกันเปิดร้าน Mia นั่นเอง โดยชั้นล่างถูกจัดวางให้เป็นบาร์ ที่ค่อนข้างกว้างขวาง และดีไซน์สวยงาม พร้อมการต้อนรับอย่างดีจากพนักงานตั้งแต่เปิดประตูมาเจอกันเลยทีเดียว บริการประทับใจแบบเดียวกับที่ฝรั่งพูดว่า

ไป EAT WITH ME ที่ EAT ME กัน…

ในที่สุดก็ได้มีโอกาสมาลิ้มลองอาหารและค็อกเทลที่ร้าน EAT ME ร้านอาหารที่เปิดมานานตั้งแต่ปี 2010 ในละแวกซอยคอนแวนต์ ถนนสีลม ที่ไม่น่าแปลกใจเลยทำไมถึงอยู่มาได้นานขนาดนี้ ก็มีรางวัลการันตีมากมาย ทั้ง Asia’s 50 Best Restaurants หรืออยู่ในลิสต์ แนะนำ ของมิชลิน ไกด์บุ๊ค 2 ปีซ้อน และยังได้รับรางวัล Best Restaurant and Bar 2018 จาก Bar Awards Bangkok อีกด้วย EAT ME ที่ปัจจุบันดูแลโดยเชฟใหญ่ Tim Butler ที่ช่างสร้างสรรค์และเสาะหาวัตถุดิบดีๆมาปรุงแต่งเมนูหลากหลายสัญชาติ และเชฟทิมได้กล่าวไว้ว่า “สิ่งที่ทำให้เรายังครองตำแหน่งของร้านไว้ได้นั้น นอกจากรสชาติอาหารที่ดีแล้ว คงเป็นเพราะบรรยากาศร้านที่เป็นเสน่ห์ของเรา ถึงคุณจะแวะมาทานอาหารแพงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องแต่งตัวหรู เพราะสิ่งสำคัญของร้านอาหารคือคนทานต้องเข้าถึงอาหารของคุณได้” ซึ่งพอก้าวเข้ามาในร้านก็เห็นด้วยกับคำพูดเชฟทิมจริงๆ ร้านบรรยากาศดีจริงๆ สวย แต่แอบเท่และรู้สึกผ่อนคลายในขณะเดียวกัน คงเพราะใช้ต้นไม้ในการตกแต่งสถานที่เยอะเลยในส่วนของเอ้าท์ดอร์ แม้ร้านจะไม่ใหญ่มากแต่ก็ดูไม่อึดอัดเลย พอเข้าไปโซนข้างในไปจนถึงชั้นสองจะเป็นแนวสลัวๆ ลงมาหน่อย ชั้นสองก็มีให้เลือกทั้งโซนแอร์ หรือโซนเอ้าท์ดอร์เช่นกัน ร้าน

A Fairytale Afternoon Tea Inspired by Beauty & The Beast

สาวกดิสนีย์มีกรี๊ดร้องแน่ๆ โรงแรม137 พิลลาร์ สวีท แอนด์ เรสซิเดนท์ กรุงเทพฯ จะเปิดตัวชุดน้ำชายามบ่ายเซตใหม่ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากนิทานคลาสสิกเรื่องดัง “โฉมงามกับเจ้าชายอสูร” โดยทีมเชฟของโรงแรม 137 พิลลาร์ สวีท แอนด์ เรสซิเดนท์ กรุงเทพฯ ได้จับมือกับเชฟยานนิส แยนส์เซนส์ เชฟผู้มีรางวัลการันตีฝีมือมากมาย เพื่อมาร่วมครีเอทชุดน้ำชายามบ่ายแสนสวยและแสนอร่อยในครั้งนี้ หลากหลายเมนูอาหารคาว และขนมหวาน จะถูกเสิร์ฟมาพร้อมกับชาออร์แกนิกคุณภาพเยี่ยมจากมอนซูนทียานนิส แยนส์เซนส์ เชฟสัญชาติเบลเยี่ยมผู้ออกแบบ และอยู่เบื้องหลังชุดน้ำชายามบ่ายแสนอร่อยเซตนี้ เขาได้รับการจัดอันดับโดยนิตยสาร Dessert professional magazineให้เป็นหนึ่งในสิบเชฟขนมอบในประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ.2553 และยังได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าเชฟขนมอบ ณ โรงแรมเซไต (Setai Hotels) ในประเทศสหรัฐอเมริกา และโรงแรมฟาวเท่นเบลอ (Fountainbleau Hotel Miami)ในเมืองไมอามี่ รวมไปถึงซูม่ากรุ๊ป (Zuma Group) ที่ดำเนินกิจการห้องอาหารญี่ปุ่นแบบไฟน์ไดนิ่ง หลังจากนั้นเขาได้เดินทางมาทำงานในตำแหน่งเอ็กเซคคิวทีฟเชฟ ปาทิซิเย่ ของห้องอาหารลัตเตอลิเยร์ เดอ โจเอล โรบูชง สาขากรุงเทพฯ ถ้าจะให้เล่าถึง

Sunset dinner ที่ Long Table

Sineha Bangkok พาคุณมาชิม และรู้จักร้าน Long Table ให้มากกว่าเดิม เชื่อว่าหลายๆ คนเป็นแฟนประจำร้านนี้ เพราะร้านอาหาร Long Table เปิดมาปีนี้เป็นปี 11 แล้ว ซึ่งแน่นอนลูกค้าหลักๆ คือต่างชาติ 80% แต่ช่วงหลังๆ คนไทยเยอะขึ้นมาก ทางร้านจึงเพิ่มเมนูญี่ปุ่น และอิตาเลี่ยน เข้ามาใหม่ จากเดิมที่เป็น Modern Thai อย่างเดียว เมนูใหม่อร่อยแทบทุกอย่างที่ลองครั้งนี้ มาลองเมนูใหม่กันได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และมี Happy Hour ทุกวันด้วยนะ 5 pm – 7 pm buy 1 get 1 ส่วนลูกค้าที่ใช้บัตร วีซ่า, กรุงศรี, JCB มีส่วนลด 10% ไปอีก Long Table Bangkok ชั้น 25 Column Bangkok, Sukhumvit