เมื่อวัฒนธรรมเกาหลีถูกถ่ายทอดผ่านอาหาร เครื่องดื่ม และศิลปะ

Cross Culture กลับมาอีกครั้ง และครั้งนี้ The House on Sathorn โรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ (W Bangkok) พาเราออกเดินทางสู่ประเทศเกาหลีใต้แบบไม่ต้องขึ้นเครื่อง กับงาน Cross Culture South Korea Edition ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2569 บอกเลยว่าเป็นอีกหนึ่งอีเวนต์ที่ทำให้รู้สึกว่าอาหารและเครื่องดื่มสามารถเล่าเรื่องวัฒนธรรมได้อย่างมีชีวิตชีวา และทำให้ค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างน่าจดจำมาก

ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้ามา บรรยากาศของงานก็ชวนให้รู้สึกถึงความตั้งใจ ทุกองค์ประกอบถูกวางไว้อย่างพอดี ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ อาหาร เครื่องดื่ม หรือแม้แต่งานศิลปะ ทุกอย่างเหมือนเชื่อมโยงกันเป็นเรื่องเดียว ทำให้ Cross Culture ในครั้งนี้ไม่ใช่แค่งานดินเนอร์ แต่เป็นประสบการณ์ที่ได้ใช้ประสาทสัมผัสครบทุกด้าน

อาหารที่เล่าเรื่องความทรงจำและรากวัฒนธรรม
มื้อค่ำที่เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความหมาย – ไฮไลต์แรกของค่ำคืนเริ่มต้นที่ห้องอาหารพาย (Paii)กับเมนูพิเศษที่รังสรรค์โดย เชฟสตีเว่น คิม จากโรงแรมดับเบิ้ลยู กรุงเทพ ร่วมกับ เชฟบิ๊ก และเชฟซูฮยอน ลี จากร้านลีอานา กรุงเทพ เมนูถูกเสิร์ฟตั้งแต่เวลา 19.00 น. ถึง 23.00 น. และทุกจานเหมือนพาเราเดินเข้าไปในครัวของครอบครัวเกาหลี


เชฟสตีเว่น คิม ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากความทรงจำในวัยเด็ก ที่เขาเคยช่วยคุณแม่ทำอาหารในช่วงเทศกาลสำคัญของเกาหลี กลิ่นอายของอาหารอบอุ่นและความคึกคักในครัวถูกส่งต่อมาอย่างชัดเจนผ่านรสชาติ แต่ยังคงความร่วมสมัยและความประณีตเอาไว้ได้อย่างลงตัว



การทำงานร่วมกันของเชฟบิ๊กและเชฟซูฮยอน ลี ช่วยเติมมิติให้เมนูมีความซับซ้อนมากขึ้น เชฟบิ๊กนำเทคนิคอาหารฝรั่งเศสร่วมสมัยมาผสมกับรสชาติแบบไทย ส่วนเชฟซูฮยอน ลี เพิ่มความละเมียดละไมผ่านขนมหวานที่ผสานกลิ่นอายเกาหลีเข้ากับวัตถุดิบตามฤดูกาล ทุกจานจึงมีบาลานซ์ที่ดีและทานได้อย่างเพลิดเพลิน


ค็อกเทลที่เล่าเรื่องกรุงโซลผ่านทุกแก้ว
ประสบการณ์ที่ยกระดับค่ำคืนให้สมบูรณ์ – หลังจากอิ่มอร่อยกับมื้อค่ำแล้ว บรรยากาศของงานก็ย้ายมาที่บาร์ สาทร (Bar Sathorn) ตั้งแต่เวลา 20.00 น. ถึง 24.00 น. กับค็อกเทลพิเศษจากมิกโซโลจิสต์ชื่อดังจากประเทศเกาหลีใต้ บอกเลยว่านี่คืออีกหนึ่งช่วงเวลาที่ทำให้ค่ำคืนนี้สมบูรณ์แบบ


JJ Lim จาก Le Chamber บาร์ระดับโลกในกรุงโซล นำเสนอค็อกเทลที่สะท้อนความคลาสสิก หรูหรา และลึกลับ ทุกแก้วเต็มไปด้วยรายละเอียดและความประณีต ขณะที่ Soko Son จาก Soko บาร์ที่โดดเด่นด้วยแนวคิด Quiet Luxury ถ่ายทอดเสน่ห์ของบาร์เทนดิ้งแบบร่วมสมัย ผสานอิทธิพลตะวันออกและตะวันตกได้อย่างกลมกล่อม
ค็อกเทลในค่ำคืนนี้ไม่ได้เป็นแค่เครื่องดื่ม แต่เป็นเหมือนเรื่องเล่าที่ทำให้เราได้สัมผัสถึงวัฒนธรรมและตัวตนของเกาหลีใต้ผ่านรสชาติ


ศิลปะที่ช่วยเติมเต็มบรรยากาศ
พื้นที่ที่เปิดให้ตีความและรู้สึก – อีกหนึ่งองค์ประกอบที่ทำให้งาน Cross Culture South Korea Edition สมบูรณ์แบบคือผลงานศิลปะของ Gi ok Jeon ศิลปินชาวเกาหลี ผลงานจัดวาง Space over Translucency ที่นำโครงสร้างลวดสเตนเลส ผ้าฮันบก และเซรามิกกระดูกขาว มาผสานกันอย่างลงตัว งานชิ้นนี้สะท้อนความสมดุล ความเปราะบาง และความสัมพันธ์ของพื้นที่ได้อย่างน่าสนใจ และช่วยเพิ่มมิติให้กับประสบการณ์ของค่ำคืนนี้

มากกว่างานดินเนอร์ คือการเดินทางทางวัฒนธรรม
ค่ำคืนที่ทำให้อยากรอติดตามตอนต่อไป – Cross Culture South Korea Edition เป็นหนึ่งในงานที่ทำให้รู้สึกว่าอาหาร เครื่องดื่ม และศิลปะ สามารถเชื่อมโยงผู้คนและวัฒนธรรมได้อย่างงดงาม ทุกองค์ประกอบถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจ และทำให้แขกรู้สึกเหมือนได้เดินทางไปสัมผัสเกาหลีใต้จริง ๆ
และที่สำคัญ ค่ำคืนนี้ไม่ได้จบลงแค่ความประทับใจ แต่ยังทิ้งคำถามเอาไว้ว่า Cross Culture ครั้งต่อไปจะพาเราไปประเทศไหน จะเป็นวัฒนธรรมแบบใด และจะสร้างประสบการณ์แบบไหนมาให้เราได้ค้นพบอีก นี่แหละคือเสน่ห์ของซีรีส์ Cross Culture Weekend ที่ทำให้ใครหลายคนอยากติดตามอย่างต่อเนื่อง
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลในอาหาร เครื่องดื่ม และวัฒนธรรมจากทั่วโลก Cross Culture คืออีเวนต์ที่ไม่ควรพลาด และเราคงต้องรอดูกันต่อไปว่า การเดินทางครั้งหน้าจะพาเราไปสัมผัสเสน่ห์ของประเทศใดอีกครั้ง
