ลองรสชาติอิตาลีชายฝั่ง กับเชฟอิตาเลียน ที่ Embassy Room La Marina

จาก Genoa สู่ Park Hyatt Bangkok กับเมนูอิตาเลียนที่สดขึ้น สนุกขึ้น และยังคงความคลาสสิก

ถ้าพูดถึงอาหารอิตาเลียน หลายคนอาจนึกถึงพาสต้า พิซซ่า หรือซอสเข้มข้นเป็นอย่างแรก แต่ที่ Embassy Room La Marina บนชั้น 9 ของ Park Hyatt Bangkok ครั้งนี้ Sineha Bangkok ได้ลองมองอาหารอิตาเลียนในอีกมุม ผ่านฝีมือของ Alessio Banchero เชฟชาวอิตาเลียนแท้ ๆ จากเมือง Genoa เมืองท่าทางตอนเหนือของอิตาลี และมีประสบการณ์ในวงการอาหารมากกว่าสองทศวรรษ

สิ่งที่น่าสนใจคือพื้นฐานของเชฟ Alessio ไม่ได้มาจากตำราอาหารเพียงอย่างเดียว แต่โตมากับเมืองชายฝั่งและท่าเรือจริง ๆ ตั้งแต่เด็กเขาเคยใช้เวลาสังเกตชาวประมงนำวัตถุดิบสดใหม่กลับเข้าฝั่ง ภาพเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิธีคิดในการทำอาหารของเขา นั่นคือการให้วัตถุดิบเป็นพระเอก และไม่ปรุงจนกลบรสชาติธรรมชาติของมัน

ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่พอได้ลองอาหารจริงก็พอจะเห็นภาพว่าแนวคิดนี้ถูกนำมาใช้กับ Embassy Room La Marina อย่างไร ห้องอาหารแห่งนี้ยังคงคาแรกเตอร์อิตาเลียนสไตล์ชายฝั่งที่ดูหรูแต่ไม่เป็นทางการเกินไป บรรยากาศได้แรงบันดาลใจจากหมู่บ้านชาวประมงและวัฒนธรรมการกินแบบอิตาเลียนที่เน้นการนั่งกินด้วยกัน แชร์อาหารกัน และใช้เวลากับมื้ออาหารมากกว่าการรีบกินแล้วกลับ

เริ่มต้นด้วย Burrata ราคา 820 บาท เมนูที่เรียบง่ายแต่เป็นหนึ่งในจานที่ช่วยบอกแนวทางของครัวได้ดี ความครีมมี่ของชีสตัดมะเขือเทศสด ๆ ทำให้จานนี้กินง่าย สดชื่นและเหมาะกับการเปิดมื้อ ก่อนจะต่อด้วย Parmigiana ราคา 450 บาท เมนูอิตาเลียนคลาสสิก ทำจากมะเขือยาว ที่ให้ความรู้สึก comfort food มากขึ้น มีความหอมและเข้มข้น แต่ยังคงความบาลานซ์แบบที่กินต่อได้เรื่อยๆ

สำหรับสายพาสต้า Pappardelle ai Funghi ราคา 650 บาท เป็นอีกจานที่น่าสนใจ เส้น Pappardelle ที่มีขนาดกว้างช่วยรับซอสและรสชาติของเห็ดได้เต็มขึ้น ใช้ความหอมของวัตถุดิบเป็นจุดเด่น ซึ่งสอดคล้องกับสไตล์การทำอาหารของเชฟ Alessio ที่เน้น Ingredient-driven cuisine

แล้วก็มาถึงเมนูที่เข้ากับตัวตนของ La Marina แบบตรงธีมอย่าง Seafood Stew ราคา 950 บาทสำหรับจานเดี่ยว ตัวนี้ให้ฟีลอาหารจากเมืองชายฝั่งชัดเจน ทั้งกลิ่นอายของทะเลและรสชาติที่มีชีวิตชีวา กลมกล่อมด้วย เป็นหนึ่งในเมนูที่ถูกใจได้ง่าย ๆ

อีกจานที่ Sineha Bangkok ไม่ลองไม่ได้เลยคือ Grill Octopus ราคา 890 บาท เนื้อปลาหมึกย่างมาแบบได้เท็กซ์เจอร์ที่ดี นุ่ม มีความหอมจากการย่าง และยังคงรสชาติของวัตถุดิบเอาไว้ ทำให้จานนี้เป็นอีกหนึ่งเมนูที่ไม่ควรพลาด

ส่วน Fried Mix Seafood ราคา 990 บาท มาในทางที่สนุกและกินง่ายกว่า เหมาะกับการสั่งมาแบ่งกันหลายคน ใครที่ชอบซีฟู้ดน่าจะเพลินกับจานนี้ เพราะมีทั้งความกรอบและรสชาติทะเลที่เข้ากับบรรยากาศของ La Marina

สำหรับคนที่อยากได้อะไรเข้มขึ้น Risotto Truffle Pancetta ราคา 1,100 บาท คือจานที่มาในโทนหอมและเข้มข้นขึ้นจาก Truffle และ Pancetta ให้ความรู้สึกแตกต่างจากกลุ่มเมนูซีฟู้ดอย่างชัดเจน และยังสะท้อนอีกด้านของเชฟ Alessio ที่ไม่ได้จำกัดตัวเองอยู่แค่อาหารชายฝั่ง แต่มีพื้นฐานด้านอาหารอิตาเลียนคลาสสิกจากหลากหลายภูมิภาคของอิตาลี

ปิดท้ายด้วยของหวานที่เรียบง่ายแต่เข้ากับมื้ออาหารอย่าง Tiramisu ราคา 400 บาท ที่ยอมรับเลยว่าเป็นอีกหนึ่งทีรามิสุที่อร่อยถูกใจมาก ไม่หวานไป เท็กเจอร์เนื้อเนียนกำลังดี และ Lemon Sorbet La Marina ราคา 250 บาท เป็นตัวเลือกที่ปิดมื้อแบบช่วยรีเซ็ตความเข้มข้นจากอาหารก่อนหน้าได้ดี

ส่วนเครื่องดื่มพนักงานแนะนำ  CAMPAGNOLO ราคา 480 บาท และ GARIBALDINO ราคา 450 บาท ซึ่งช่วยเติมบรรยากาศแบบอิตาเลียนให้มื้ออาหารได้อีกระดับ

สำหรับ Sineha Bangkok จุดน่าสนใจของมื้อนี้อยู่การได้เห็น Embassy Room La Marina ขยับคาแรกเตอร์ของอาหารให้ชัดขึ้น จากพื้นฐานอาหารอิตาเลียนที่คนคุ้นเคย เติมมุมมองจากเมืองชายฝั่ง Genoa เข้าไป ทั้งวัตถุดิบทะเล รสชาติที่สดใส และเมนูที่เน้นการกินร่วมกัน ทำให้มื้ออาหารมีทั้งความหรูของ Park Hyatt Bangkok และความเป็นกันเองแบบโต๊ะอาหารอิตาเลียนอยู่พร้อมกัน

ถ้าอยากลองอาหารอิตาเลียนในมุมที่ต่างจากเมนูคลาสสิกที่คุ้นเคย Embassy Room La Marina ในยุคของเชฟ Alessio Banchero ก็เป็นอีกหนึ่งโต๊ะที่น่าลอง โดยเฉพาะคนที่ชอบอาหารทะเลและรสชาติสด ๆ แบบอาหารจากเมืองชายฝั่ง

Embassy Room La Marina ตั้งอยู่ชั้น 9 ของ Park Hyatt Bangkok เปิดให้บริการสำหรับมื้ออาหารและพร้อมต้อนรับทั้งมื้อพิเศษและดินเนอร์แบบสบายๆ ในบรรยากาศอิตาเลียนร่วมสมัย สำรองที่นั่ง โทร. +66(0) 2011 7431

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.