ผลจากโครงสร้างแบรนด์พอร์ตโฟลิโอที่แข็งแกร่ง กลยุทธ์รถยนต์ไฟฟ้า และบริการครบวงจร หนุนการเติบโตอย่างยั่งยืน

บริษัท Millennium Group Corporation (Asia) Public Company Limited หรือ MGC-ASIA ประกาศผลการดำเนินงานปี 2568 เติบโตอย่างโดดเด่น พร้อมสร้างสถิติกำไรสูงสุดใหม่ สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจภายใต้ระบบนิเวศ Mobility Ecosystem ที่เชื่อมโยงธุรกิจหลากหลายมิติ ตั้งแต่การจำหน่ายรถยนต์พรีเมียม รถยนต์ไฟฟ้า ธุรกิจการเงิน ประกันภัย บริการหลังการขาย และธุรกิจรถเช่า ช่วยสร้างรายได้ประจำหรือ Recurring Income อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทมีฐานกำไรที่แข็งแรงและเสถียร

การเติบโตดังกล่าวมาจากหลายปัจจัยสำคัญ ทั้งยอดขายรถยนต์พรีเมียมที่ยังคงแข็งแกร่ง การขยายตัวของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า รายได้จากธุรกิจบริการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการฟื้นตัวของธุรกิจการเงินและประกันภัย ซึ่งช่วยให้ภาพรวมอัตรากำไรและกระแสเงินสดของกลุ่มบริษัทปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” พร้อมวางรากฐานสู่การดำเนินธุรกิจในยุคอนาคต
Sanahwut Thamchuanviriya ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของ Millennium Group Corporation (Asia) Public Company Limited กล่าวว่า ปีที่ผ่านมาเป็นปีสำคัญขององค์กร เนื่องในโอกาสครบรอบ 25 ปีของ MGC-ASIA ซึ่งสะท้อนการเติบโตอย่างมั่นคงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พร้อมทั้งการทำสถิติกำไรสูงสุดใหม่ที่เกิดจากความแข็งแกร่งของระบบนิเวศ Mobility Ecosystem และโครงสร้างแบรนด์พอร์ตโฟลิโอที่ถูกจัดวางอย่างเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในทุกมิติ

นอกจากนี้ บริษัทได้พัฒนากลยุทธ์ธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าโดยใช้แนวทาง Technology-led Differentiation ที่เน้นการสร้างความแตกต่างผ่านเทคโนโลยีและคุณค่าของผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานบริการแบบครบวงจร เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่และเสริมความแข็งแกร่งให้กับการเติบโตอย่างยั่งยืน ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญ ขณะเดียวกัน กระแสรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นยังเป็นอีกแรงผลักดันสำคัญที่ช่วยให้บริษัทเติบโตต่อเนื่อง พร้อมฐานลูกค้ามากกว่า 700,000 รายที่ให้ความไว้วางใจ

ในด้านโครงสร้างแบรนด์พอร์ตโฟลิโอ กลุ่มบริษัทได้วางกลยุทธ์ภายใต้ Mobility Ecosystem อย่างชัดเจน โดยมีแบรนด์ยานยนต์ชั้นนำเป็นแกนสำคัญ เช่น BMW ที่กำลังก้าวสู่ยุคเทคโนโลยีใหม่ผ่านแพลตฟอร์ม Neue Klasse ซึ่งพัฒนาบน 3 เสาหลัก ได้แก่ แบตเตอรี่เจเนอเรชันที่ 6 ประสิทธิภาพสูง ประสบการณ์ดิจิทัลยุคใหม่ และแนวคิดด้านความยั่งยืน ขณะที่ MINI กำลังเดินหน้าสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้าอย่างเต็มรูปแบบ โดยความสำเร็จของการทำตลาดรถยนต์พรีเมียม โดยเฉพาะรุ่น BMW i7 สะท้อนถึงความเชี่ยวชาญของบริษัทในการบริหารผลิตภัณฑ์ระดับลักชัวรี่ ซึ่งเป็นฐานสำคัญต่อการเติบโตในระยะกลางและระยะยาว

นอกจากนี้ กลุ่มบริษัทยังมีแบรนด์จากญี่ปุ่นอย่าง Honda ที่ยังคงได้รับความนิยมในตลาดไทย โดยล่าสุดได้เปิดตัวรถยนต์อเนกประสงค์รุ่นใหม่ Honda STEP WGN เพื่อขยายทางเลือกให้กับผู้บริโภคในตลาดครอบครัว
ในส่วนของกลยุทธ์รถยนต์ไฟฟ้า บริษัทมุ่งเน้นการนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมจากประเทศจีน ได้แก่ XPENG และ ZEEKR โดยใช้แนวทางการแข่งขันผ่านเทคโนโลยีและนวัตกรรม แทนการแข่งขันด้านราคา ซึ่งทั้งสองแบรนด์ได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคชาวไทย พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายบริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังมีรถยนต์ไฟฟ้าจาก Honda รุ่น Honda e:N1 ที่เข้ามาเสริมทางเลือกในตลาด EV

ด้านบริการหลังการขายยังคงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง ผ่านเครือข่ายศูนย์บริการของ BMW, MINI และ Honda รวมถึงศูนย์บริการรถยนต์ครบวงจร MMS Bosch Car Service ที่มีสาขาทั่วประเทศ ช่วยสร้างฐานกำไรที่มั่นคงในระยะยาว
ธุรกิจรถเช่า SIXT Thailand ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทเป็นผู้บุกเบิกบริการเช่ารถยนต์ไฟฟ้าระดับพรีเมียมรายแรกในประเทศไทย และในปี 2568 ได้เพิ่มรถยนต์ไฟฟ้าจาก XPENG และ ZEEKR เข้าสู่บริการเช่าทั้งระยะสั้นและระยะยาว เปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ทดลองใช้เทคโนโลยี EV ก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งช่วยสร้าง Synergy ระหว่างธุรกิจรถเช่าและธุรกิจจำหน่ายได้อย่างชัดเจน

สำหรับธุรกิจการเงินและประกันภัยได้กลับเข้าสู่รอบการเติบโตอีกครั้ง โดยพอร์ตสินเชื่อ Alpha X มุ่งเน้นลูกค้ากลุ่ม High Net Worth ผ่านบริการ Wealth Lending ขณะที่ธุรกิจประกันภัย Howden Maxi มีรายได้ค่าธรรมเนียมประกันภัยเติบโตต่อเนื่อง ครอบคลุมใบอนุญาตนายหน้าประกันภัยทั้งประกันวินาศภัย ประกันภัยต่อ และประกันชีวิต เพื่อมอบทางเลือกด้านความคุ้มครองที่หลากหลายให้แก่ลูกค้า
อีกหนึ่งแพลตฟอร์มสำคัญคือ MGC-MOBILIFE โปรแกรมลอยัลตี้สำหรับลูกค้าในเครือ ที่มอบสิทธิประโยชน์และของรางวัลพิเศษ โดยลูกค้าสามารถสะสมคะแนนจากการซื้อรถยนต์หรือใช้บริการภายในเครือบริษัท เพื่อนำไปแลกรับสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพ การท่องเที่ยว และบริการไลฟ์สไตล์อื่น ๆ

ปัจจุบัน MGC-ASIA มีเครือข่ายโชว์รูมและศูนย์บริการรวมกว่า 20 แบรนด์ในประเทศไทย พร้อมขยายเครือข่ายอย่างต่อเนื่องในภูมิภาค โดยมีเครือข่าย SIXT ใน สปป.ลาว 2 สาขา และมาเลเซีย 8 สาขา รวมทั้งหมดกว่า 130 สาขา ครอบคลุมพื้นที่ใช้สอยกว่า 290,000 ตารางเมตร พร้อมศูนย์บริการหลังการขาย 44 สาขาทั่วประเทศ รวม 331 ช่องซ่อม และช่างเทคนิคที่ผ่านการรับรองมาตรฐานจากผู้ผลิตกว่า 324 คน

ในด้านความยั่งยืน บริษัทในเครืออย่าง Millennium Auto Group ยังได้รับรางวัล SUSTAINABLE AWARDS 2025 สาขา Outstanding Contribution to CO2 Reduction จาก BMW Group Thailand สะท้อนความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยคาร์บอนผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่ช่วยลดค่าไฟได้ 35% การเปลี่ยนระบบไฟเป็น LED การใช้ระบบดิจิทัลเพื่อลดการใช้กระดาษ และโครงการปลูกป่า 10 ต้น ต่อการส่งมอบรถ 1 คัน
นอกจากนี้ MGC-ASIA ยังผ่านการประเมิน SET ESG Ratings 2025 เป็นปีแรก ในกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม และเป็นหนึ่งใน 265 บริษัทจดทะเบียนที่ได้รับการประกาศผลจาก Stock Exchange of Thailand ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพและความมุ่งมั่นของบริษัทในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ พร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างสมดุลในทุกมิติ ทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล พร้อมก้าวสู่อนาคตของอุตสาหกรรมยานยนต์และการเดินทางอย่างยั่งยืน.
