ถึงเวลาเก็บ “ลิโด้” ไว้ในความทรงจำ

ยืดเยื้อกันมานานกลับกลุ่มโรงภาพยนตร์ในเครือเอเพ็กซ์ ซึ่งเป็นผู้สร้างตำนานโรงภาพยนตร์ 3 แห่งในสยามสแควร์ เริ่มจากสยาม สกาล่า ลิโด้ โดยตัวโรงภาพยนตร์สยามซึ่งเกิดขึ้นเป็นแห่งแรกนั้น อำลาไปด้วยความจำเป็นจากเหตุการณ์ลอบวางเพลิงในอาคารตั้งแต่ปี 2553 ซึ่งมีศูนย์การค้าสยามแสควร์วัน เกิดขึ้นมาแทนที่
แต่การจะอยู่หรือไปของลิโด้ และสกาล่า ซึ่งเป็นโรงหนังระดับตำนานและผูกพันกับกลุ่มผู้ชื่นชอบภาพยนตร์ทั้งหนังขาย หนังอาร์ตมาเนิ่นนาน ก็มาถึงบทสรุปอีกครึ่งทาง เมื่อเครือเอเพ็กซ์ ประกาศเป็นทางการแล้วว่า ลิโด้ จะปิดตัวลงในวันที่ 31 พฤษภาคม 2561 นี้อย่างแน่นอน

ลิโด้ ถือเป็นโรงภาพยนตร์ระดับตำนาน แม้จะไม่เก่าและมีเอกลักษณ์ด้านงานออกแบบดีไซน์ที่ดูอลังการเหมือนสกาล่า แต่ก็เป็นหนึ่งในตำนานของสยาม ที่เติบโตผูกพันมากับอดีตวัยรุ่นหลายยุคสมัยจนถึงกลุ่มผู้นิยมหนังอาร์ต หนังนอกกระแสในปัจจุบัน ที่อาศัยพึ่งพาลิโด้ เป็นทางออกเมื่อภาพยนตร์แนวที่ชอบไม่ได้รับการตอบรับจากตลาดกระแสหลัก ก็มีแต่ ลิโด้ นี่แหละที่อ้าแขนรับและเป็นตัวแทนให้ความสุขกับกลุ่มคนรักหนัง
นั่นคือเหตุผลหลักที่ทำให้ความสุขของโรงภาพยนตร์ถูกส่งผ่านโรงภาพยนตร์อย่างลิโด้ ต่อเนื่องมาตลอดมากกว่า 50 ปี และทำให้ลิโด้ กลายเป็นโรงภายนตร์ในดวงใจของใครหลายคน เห็นเล็ก ๆ แบบนี้ ลิโด้เกิดในยุคโรงภาพยนตร์ต้องจอใหญ่ เลยมีความจุถึง 1,000 ที่นั่ง ซึ่งสะท้อนถึงความอลังการด้วยชื่อ ลิโด้ ที่ พิสิฐ ตันสัจจา ผู้ก่อตั้งเลือกชื่อนี้มาจากสถานที่มีชื่อในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และทำการเปิดฉายภาพยนตร์รอบปฐมฤกษ์เรื่อง ศึกเซบาสเตียน (Games For San Sebastian) เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ.2511 ซึ่งเกือบจะได้ฉลองครบรอบ 50 ปีวันฉายไม่ถึงเดือนแต่ลิโด้ต้องมาอำลาไปเสียก่อน
ผู้คนที่ผูกพันกับ ลิโด้ มักจะมีประสบการณ์ร่วมคล้าย ๆ กัน และสามารถจะกลายเป็นคอเดียวกันได้ทันทีหากตั้งหัวข้อสนทนาเรื่อง ลิโด้ ขึ้นมา ตั้งแต่พนักงานเก่าแก่ที่ทำงานกับเครือเอเพ็กซ์มาอย่างยาวนาน จนคุ้นหน้าคุ้นตาและคุ้นเคยกับผู้บริโภคขาประจำ ที่สามารถเจอหน้าทักทายกันได้เหมือนเพื่อนที่รู้จัก เครื่องแบบพนักงานที่โดดเด่นด้วยสูทสีเหลืองสด การรับจองตั๋วด้วยพนักงานรับโทรศัพท์ไม่มีระบบตอบรับอัตโนมัติ และตั๋วกระดาษแบบฉีก ที่เก็บเป็นตำนานเล่าให้เด็กยุคดิจิทัลนึกภาพไม่ออกกันเลย ก่อนจะถึงวันลาจาก ลิโด้ คือตัวแทนธุรกิจที่แสดงให้เห็นการฝ่าฟัน ผ่านร้อนผ่านหนาวจากอุปสรรคมากมาย เช่น ในปี 2536 เคยเกิดเหตุเพลิงไหม้ถึงกับต้องปิดปรับปรุงใหม่ ซึ่งบริษัทก็ใช้โอกาสนั้นเปลี่ยนจากโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่เป็นโรงภาพยนตร์ขนาดเล็ก หรือ มัลติเพล็กซ์ จาก 1 โรง แตกเป็น 3 โรง และกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งช่วงปลายปี 2537

ปี 2544 ลิโด้ ก็เติมความสดใหม่เพื่อเอาใจลูกค้าแข่งกับโรงภาพยนตร์ยุคใหม่ที่เปิดในห้างสรรพสินค้า โดยติดตั้งระบบเสียงเซอร์ราวด์ ดอลบี ดิจิทัล เอสอาร์ดี ดีทีเอส เอสดีดีเอส พร้อมปรับปรุงระบบปรับอากาศเป็นแบบโอโซน เพื่อฟอกอากาศให้บริสุทธิ์สดชื่น
พร้อมกับเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจด้วยการ จัดแบ่งพื้นที่ด้านล่างโรงภาพยนตร์เปิดให้ร้านค้าเล็ก ๆ เช่าพื้นที่ขายของ ทั้งเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ และอื่น ๆ อีกมากมาย รูปแบบเดียวกับใต้โรงภาพยนตร์สยามที่มีสยามสแควร์วัน โครงการมูลค่า 2,000 ล้านบาทเข้ามาแทนที่ เพื่อแบ่งเบาภาระค่าเช่าที่ของโรงภาพยนตร์

ไม่ว่าทุกสิ่งในโลก โดยเฉพาะในโลกธุรกิจ ซึ่งเกิดขึ้นและพร้อมจะจากไปได้เสมอ จะต้องเปลี่ยนไปเช่นไร แต่ในวันที่แม้ผู้บริหารจะรู้ดีว่า อย่างไร ลิโด้ ก็ต้องจากไป แต่ในใจลึก ๆ กลุ่มผู้บริหารของเครือเอเพล็กซ์ในปัจจุบัน ก็ยังหวังกันว่า อย่างน้อย ก็อยากให้โรงภาพยนตร์สกาล่า ซึ่งเคยเป็นจุดเด่นอลังการแห่งสยามสแควร์ ได้มีโอกาสเหลืออยู่คู่สยามแสควร์ต่อไป ดังคำพูดที่ นันทา ตันสัจจา ประธานโรงภาพยนตร์ในเครือเอเพล็กซ์ สะท้อนความในใจไว้ชัดเจนว่า

เขาไม่จำเป็นต้องเอาเราไว้แต่ขอแค่โรงหนังสกาล่ายังอยู่ต่อไปก็พอ